EYES ON ME . TWO
posted on 24 Oct 2011 03:46 by solphasefic in PF
EYE 2
THE WAYS
ถ้าทุกอย่างในโลกนี้มันง่ายก็คงดี หากมันคว้ามาได้ง่ายๆ
เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มดังคำรามก้องอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะดับสนิท
เท้าในรองเท้าหนังสีดำและกางเกงยีนตัวเก่าก้าวลงจากมอเตอร์ไซต์คันใหญ่ที่ตัวสูงกว่าเจ้าของเสียอีก มือเรียวขยับกีต้าร์ที่พาดอยู่กลางหลังเล็กน้อย ก่อนจะถอดวันกันแดดออกจากสายตา ริมฝีปากได้รูปผิวปากเบาๆเป็นเพลงในอัลบั้มสักเพลง และก้าวเข้าไปในตัวบ้านอย่างไม่รีบร้อน
เท้าชะงักไปชั่วครู่เมื่อผ่านสนามหญ้า พร้อมกับเสียงเห่าดังขรมของสัตว์เลี้ยงประจำบ้านที่กรูออกมาต้อนรับ ใบหน้านั้นยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะแตะลงไปบนหัวพวกมันทีละตัวและขยี้ขนนุ่มเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เพียงแค่อึดใจเดียว มือนั้นก็เต็มไปด้วยน้ำลายสุนัขเต็มไปหมด
ตัวบ้านสีขาวสะอาดตานั้นเปิดกว้าง อาณาบริเวณกว้างขวางและเงียบสงบ สวนหย่อมสวยงามถูกจัดอย่างประณีตและสวนแบบญี่ปุ่นซึ่งมีลำธารเล็กๆไหลผ่าน ต้นสนต้นใหญ่ที่ยืนต้นอยู่หน้าทางเข้าถูกตัดเล็มเป็นรูปทรงได้รูป เพลงที่คลอออกมาจากด้านสวนหย่อมแบบญี่ปุ่นคือเพลงแจ๊สสักเพลงในหลายๆเพลง วึ่งมาจากแผ่นเพลงคลาสสิคที่พ่อของเขากำลังสะสมอยู่
ร่างในชุดดำทั้งตัวพร้อมกีต้าร์บนหลังและแจ๊กเก็ตที่สกรีนคำว่า “EYE” ก้าวเข้าประตูบ้าน พื้นไม้ขัดเงาเรียบนั้นเป็นรอยฝุ่นเล็กน้อยเมื่อก้าวเข้าไป พื้นรองเท้าส่งเสียงเล็กน้อยยามกระทบพื้น อีกครั้งแล้วครั้งเล่าที่รู้สึกผิดที่ผิดทางราวกับไม่ใช่บ้านของตัวเอง ดวงตาทะเล้นนั้นผิวปากร่าเริง ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดกว้างอย่างสบายอารมณ์
ประตูบานกว้างในห้องนอนโทนสีดำนั้นถูกเปิดออก ผ้าม่านสีน้ำเงินทะเลถูกรูดไปกองอีกด้านอย่างช้าๆ
กีต้าร์ตัวเดิมนอนพาดอยู่บนเตียงสีเข้ม โปสเตอร์นักดนตรีร็อคระดับโลกหลายต่อหลายคนถูกแปะอยู่เต็มผนังไม่เว้นแม้กระทั่งเพดานห้อง หนังสือเพลงและโน้ตเพลงกองรวมกันอยู่บนโต๊ะทำงาน ข้างๆแล็ปท๊อปสีดำอีกเช่นกัน จะเว้นก็แต่พรมขนสัตว์ซึ่งเป็นเพียงอย่างเดียวในห้องที่เป็นสีขาว
แจ๊กเกตบนตัวถูกถอดออกวางบนเก้าอี้ทำงาน ร่างหนาหยุดยืนอยู่ที่ประตูบานใหญ่ในห้องซึ่งเปิดออกสู่ระเบียง มองลงไปยังพื้นที่สวนหย่อมหลังบ้านซึ่งเยื้องไปทางโรงรถ ...เสียงสายน้ำจากลำธารและน้ำพุเล้กๆเหล่านั้น รับกับเสียงกระดิ่งรูปตุ๊กตาไล่ฝนที่แขวนอยู่บนต้นซากุระที่ฤดูนี้ยังไม่ผลิดอก มีแต่ใบเขียวครึ้มที่เลื้อยสูงขึ้นมาจนถึงระเบียงห้องของเขาเอง
ชาสักชนิดที่เขาไม่รู้ชื่อ หอมกรุ่นวางอยู่ตรงนั้น โต๊ะแบบญี่ปุ่นตัวเตี้ยตั้งวางอยู่นอกระเบียงชั้นล่างของบ้าน ที่ยื่นออกไปในสวน ปลาคาร์ฟตัวละหลายหมื่นวอนที่พ่อของเขาสรรหามาเลี้ยงแหวกว่ายไปมาอยู่ในสระ ซึ่งแม้จากตรงนี้ก็ยังเห็นลวดลายสวยงามบนหลังสีส้มอมขาวของพวกมัน ริมบ่อสวยมีเฟิร์นสักชนิดที่เขาไม่รู้ชื่ออีกเช่นกัน และข้างๆกันนั้นมีเบาะเตี้ยๆให้เอนหลังนอนเล่น ....และตรงนั้น ร่างที่นอนหลับตาฟังเพลงแจ๊สพร้อมกับจิบชาไปด้วยคือพ่อของเขาเอง
ใบหน้านั้นยกยิ้มอีกครั้ง นึกนับถือในรสนิยมชั้นสูงของพ่อตัวเองขึ้นมาเฉยๆ เขาฟังเพลงนั่นไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ถ้าเป็นแทมินคงจะง่ายกว่า
คนคนนั้นยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น แม้จะรู้ว่าสุนัขตัวโปรดหลายตัวที่เลี้ยงไว้วิ่งออกไปต้อนรับใคร แม้จะได้สียงมอเตอร์ไซต์ที่เขาปรับท่อมาให้เสียงดังกระหึ่มคับโลกคันนั้น แม้จะรู้ว่ามีคนมา ..มีคนกลับมา คนคนนั้นก็ยังคงนิ่งงันและสงบสุข นั่นคงเป็นชีวิตที่น่าอิจฉา
เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะละสายตาออกจากสวนหย่อมอันร่มรื่นนั้น
ประตูห้องซึ่งทำด้วยไม้หนาหนัก ส่งเสียงเบาๆเมื่อถูกเปิดออกราวกับประท้วง มือหนางับมันปิดลงเบาๆ และผละมืออกมา ก่อนจะมองไปรอบๆ
เฟอร์นิเจอร์ไม้เงาวับเหล่านั้นเป็นแบบญี่ปุ่นทั้งหมด แม้แต่เสื่อที่เขาเหยียบอยู่ก็ตาม ขาในกางเกงยีนตัวเก่าที่ดูผิดที่ผิดทางอีกเช่นเคยก้าวเข้าไปในห้อง และหยุดลงที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ซึ่งด้านหลังเต็มไปด้วยตู้หนังสือหลายต่อหลายตู้ แฟ้มและเอกสารมากมายบนนั้นทำให้มือหนาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหยิบแก้วชาใบโปรดของพ่อออกจากขอบโต๊ะด้วยกลัวมันตกแตกเสียก่อน
มือหนาหยิบแผ่นซีดีที่ติดมือมาด้วยลงบนกองหนังสือกองใหญ่ข้างคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน ซึ่งเดาได้ว่าเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาแล้วจะเห็นเป็นอย่างแรก บนปกสีดำสนิทนั้นมีดวงตาที่ทำจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเพียงดวงเดียว และชื่อ “GDEYES” พร้อมกับชื่อและตำแหน่งของสมาชิกในวงที่ปกหลัง
ร่างหนาทำท่าจะก้าวออกจากห้อง หากแต่ดวงตาคมโตเหลือบไปเห็นกระดาษสองแผ่นอันคุ้นตาใต้กองแฟ้มทำงานบนโต๊ะอีกกองหนึ่ง มือหนาเอื้อมไปดึงมันออกมา ก่อนจะพบว่าเป็นบัตรคอนเสิร์ตเมื่อวันก่อนของก็อดอายส์นั่นเองยับยี่ยู่อยู่ใต้กองแฟ้มนั้น บัตรคอนเสิร์ตที่เขาเป็นคนนำมันมาวางไว้เองกับมือก่อนวันคอนเสิร์ตเพียงไม่กี่วัน
เขารู้อยู่แล้ว ถึงในวันนั้นเขาจะชะเง้อไปทุกทิศเพื่อมองหา เขาก็ไม่มีวันได้เจอ ..ไม่มีทางที่เขาจะเจอพ่อและแม่ในวันคอนเสิร์ตของตัวเอง มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากไป และหากเขาเจอจริงๆ เขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะร้องเพลงบนเวทีนั้นด้วยสีหน้าและน้ำเสียงแบบไหน มันอาจจะดูแย่มากเลยก็เป็นได้
มือหนาหยิบมันขึ้นมาดูนิ่งและถอนหายใจก่อนจะยิ้มอีกครั้ง และเก็บมันลงกระเป๋ากางเกงยีนของตัวเอง เดินออกจากห้องและปิดประตูไม้บานเดิมลง พร้อมกับที่เสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้นจากห้องนอนชั้นบนอีกฝั่ง
“จงฮยอน กลับมาแล้วเหรอ?”
“ครับ”
ใบหน้าคมหันกลับไปมองด้านหลังพร้อมกับยิ้มกว้าง เสียงทุ้มแหบรับคำ ก่อนจะอ้าแขนออกโอบร่างเล็กที่เดินมาหาเขาไว้ มือเล็กของแม่กวาดไปทั่วแผ่นหลังกว้างๆของเขาก่อนจะถาม
“กินอะไรมาหรือยัง?”
“กินแล้วน่า ผมดูแลตัวเองได้หรอก”
“งั้นก็ดี ไม่กลับบ้านหลายวันหายตัวไปไหนมา พ่อเราเป็นห่วงแทบแย่”
จงฮยอนได้แต่ยิ้มแห้งๆ เมื่อแม่ทำหน้าคาดโทษ หากแต่ก็ได้แต่ค้านในใจ บางทีเขาก็อยากให้แม่เห็นเหลือเกินว่าเขานั้นโตพอจะรู้แล้วว่าพ่อไม่ได้เป็นห่วงเขาจริงๆจังๆ
พ่อของเขาเกลียดความไร้ระเบียบ รักความสมบูรณ์แบบ กลิ่นน้ำหอมของแม่ที่เขากอดอยู่คือกลิ่นดอกไม้ แต่กลิ่นของพ่อจงฮยอน รู้ดีว่าคือกลิ่นของความสำเร็จ
เขาหนีออกจากบ้านตอนอายุ 18 ในตอนนั้นจงฮยอนช่างโง่เขลาที่คิดว่าเขาจะหายไปได้ตลอดกาล เขาไม่ใช่เด็กมีปัญหา ตรงกันข้าม เขารักครอบครัวมากไม่แพ้ใครๆ แต่ความดื้อรั้นและพระเจ้าในตัวเขานั้นทำให้เขากล้าแม้แต่จะทำทุกๆอย่างเพื่อความฝันอันบ้าบิ่น และพ่อเกลียดตรงส่วนนั้นของเขา ส่วนที่คาดเดาไม่ได้ ความฝันที่ไม่มีที่มาที่ไป แน่นอนว่าไม่มีจุดจบ
สองปีหลังจากประสบความสำเร็จในฐานะก็อดอายส์ วงดนตรีหน้าใหม่ ... เขาก็กลับบ้าน เพื่อจะพบว่าพ่อรังเกียจความฝันที่เขาทุ่มเทแทบตายนั้น
“เหรอครับ...”
“ตัวเหม็นน่ะลูก ไปอาบน้ำเถอะ พรุ่งนี้อย่าเถลไถล จนลืมไปมหาลัยนะจ้ะ”
แม่เขาสั่งพร้อมทำสีหน้าคาดคั้น จงฮยอนละแขนออกจากร่างเล็กก่อนจะพยักหน้ารับทั้งรอยยิ้ม ทั้งที่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้จะโดดเรียนหรือไม่ ตั้งแต่เปิดภาคเรียนใหม่เขาเพิ่งจะเข้าเรียนได้ไม่กี่ครั้ง ยังดีที่สมองพอจะถูไถกับบทเรียนไปได้แม้จะขาดบ่อยเหลือเกิน
อันที่จริงเขาไม่อยากเรียนด้วยซ้ำ แต่เพราะไม่อยากขัดใจแม่จึงยอมสละเวลาซ้อมและแต่งเพลงไปลงเรียนเศรษฐศาสตร์เมื่อปีก่อน คีย์แซวอยู่หลายวันเรื่องที่เขาดูเป็นเด็กดี มันเป็นเรื่องง่ายๆที่อาจจะฝืนใจเล็กน้อย แต่หลังจากทำตามใจตัวเองมามาก จงฮยอนก็ยอมตามแม่อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
ถ้าเอากีต้าร์ไปดีดในห้องสอบแล้วเขาจะผ่าน เขาคงทำไปแล้วล่ะ
มือหนาปิดประตูห้องนอนลง และกระโดดขึ้นเตียงไม่เบานัก ร่างหนากลิ้งไปมาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะจบลงด้วยการคว้าหมอนใบโตมาหนุน แผ่นหลังกว้างแตะลงกับพื้นเตียง และดวงตาคมจับจ้องไปบนเพดานซึ่งมีนักกีต้าร์ชื่อดังระดับโลกคนโปรดวาดลีลาอยู่บนเวที
มือหนาวางทาบลงไปบนกีต้าร์ตัวโปรดของตัวเองซึ่งนอนนิ่งอยู่ข้างๆกัน มันเป็นกีต้าร์ที่เขาเคยเก็บเงินซื้ออยู่เป็นนาน ถึงแม้ตอนนี้จงฮยอนจะมีเงินมากมายพอจะซื้อกีต้าร์แบบนี้ได้เป็นร้อยตัว หรือมีมากพอจะซื้อกีต้าร์ที่ดีกว่านี้อีกไม่รู้กี่ตัว แต่เขาก็ยังคงใช้มันเหมือนที่เคยใช้มาตลอด
ทุกครั้งที่เขาแตะมัน เขามักจะนึกย้อนไปถึงวันเวลาเก่าๆหลายปีที่ผ่านมา ทั้งตอนที่เขาดีดมันอย่างเดี่ยวดายบนถนนในเมือง บนทางเท้า และสวนสาธารณะในวันหยุด แม้แต่ตอนที่ยืนดีดมันอยู่ข้างๆเบสของมินโฮก็ตาม เมื่อเขาแตะมัน เขามักจะคิดว่าเขาคือพระเจ้า และไม่ว่าอะไรเขาก็จะทำมันให้สำเร็จลงได้
เขามีนิสัยอย่างหนึ่งที่เหมือนพ่อ นั่นคือเขาเกลียดการพ่ายแพ้ ไม่สิ .. พ่อของเขาเกลียด แต่เขากลัวต่างหาก
หลายครั้งที่จงฮยอนคิดว่า หากทุกอย่างในโลกนี้ได้มาโดยง่ายมันจะมีความหมายอะไร และความพยายามคงไม่มีบัญญัติไว้ในหนังสือเล่มใดๆ แต่เพราะมีมันอยู่ เพราะทุกอย่างต้องอาศัยมัน เขาจึงได้กลัวที่จะพ่ายแพ้มันยิ่งนัก
เสียงเพลงแจ๊สจากสวนข้างล่างยังคงดังแผ่วขึ้นมาเป็นระยะ สลับกับเสียงกระดิ่งที่ดังตามแรงลม พรุ่งนี้เขาต้องไปเข้าชั้นเรียนครั้งแรกในรอบอาทิตย์ น่าเบื่อจนแทบจะโดดไปไลฟ์เฮ้าส์แต่หัววัน แต่เขารู้ว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้ การเอาแต่ใจมันทำให้เขาพ่ายแพ้ และทำให้เขาดูน่าสมเพช เขาอยากมีกลิ่นของความสำเร็จและชัยชนะแบบนั้น แบบที่พ่อมี
ถ้าสักวันเป็นแบบนั้น พ่ออาจจะยอมไปดูคอนเสิร์ตเขาบ้าง และไม่แน่อาจจะยอมฟังเพลงในซีดีที่เขาแต่งสักเพลง แค่เพลงเดียวก็ยังดี ถ้าพ่อเกลียดที่เขาเป็นคนขี้แพ้ เขาก็จะชนะให้ดู และเพราะด้วยเหตุผลนี้ เขาจึงต้องชนะ
พ่อเกลียดความพ่ายแพ้เขารู้ และความรู้สึกนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเขาแตะกีต้าร์ พ่อเกลียดมัน ตรงกันข้ามกับเขา
เขาหวาดกลัวการพ่ายแพ้ แต่มากกว่าการพ่ายแพ้ทั้งหมด เขาหวาดกลัวการพ่ายแพ้ของตัวเอง …..
“กี่คนแล้วน่ะ?”
“อีก 20 คน เร็วๆเข้า”
“แค่คิดว่าต้องนั่งอยู่กับใครก็ไม่รู้ 50 คน ตั้ง 2 ชั่วโมงนี่ฉันก็จะอ้วกแล้วนะ”
เสียงคร่ำครวญดังขึ้นท่ามกลางกองกระดาษและเพื่อนๆอีกสามคนที่นั่งล้อมวงอยู่ใกล้ๆ แน่นอนว่านั่นคือคีย์ คนที่ชอบทำให้ทุกอย่างเสียเรื่องไปหมด แม้แต่ในเวลาแบบนี้ก็ตาม
จงฮยอนยกมือหนาของตัวเองตบลงไปบนศีรษะได้รุปนั้นเสียหนึ่งที
“อย่าอู้ เลือกไป”
“จำเป็นต้อง 50 คนเรอะไง”
“5 ปีก็อดอายส์ เอ้ะมึงนี่”
“แม่ง”
คีย์สบถไรอีกสองสามคำแต่จงฮยอนฟังไม่ถนัดนัก มินโฮที่นั่งตรงข้ามเขาโยนกระดาษจากกองกระดาษตรงหน้ามาให้จงฮยอนอีกแผ่น มีแต่แทมินที่นั่งทำหน้าเนือยๆเบื่อโลกเหมือนเคยอยู่อีกมุมหนึ่ง
พวกเขานั่งอยู่แบบนั้นมาเกือบชั่วโมง คัดแยกชื่อแฟนคลับที่เข้าร่วมคอนเสิร์ตเมื่อวันก่อนจากกล่องที่ผู้จัดการส่วนตัวเพิ่งเอามาให้เมื่อเช้านี้ 50 คนที่ต้องร่วม “แบ่งอากาศหายใจ” ด้วยกันอย่างที่คีย์ว่า แม้จะเป็นงานที่น่าเบื่ออยู่สักหน่อย แต่จงฮยอนและมินโฮก็ทำมันอย่างไม่ปริปากบ่น ยกเว้นก็คีย์กับแทมินนี่แหละ ที่อีกคนยอมช่วยแต่บ่นไม่หยุด ส่วนอีกคน แทบไม่แลเลยด้วยซ้ำ
วิธีก็ง่ายๆ แค่เขย่าๆกล่องเสียทีนึง และมินโฮเป็นฝ่ายล้วงมือลงไปสุ่มจับขึ้นมา ถ้ามีคนรู้ว่ามันง่ายขนาดนั้นพวกเขาคงโดนด่าเป็นแน่
“มานี่มาฉันจับเองมั่ง”
คีย์ยื่นมือออกไปขอมีส่วนร่วม คนตัวสูงที่ทำหน้าที่อยู่ก่อนทำท่าจะยื่นกล่องให้คีย์จริงๆ แต่จงฮยอนกลับคว้ามันมาเสียก่อน
“มึงจดชื่อไป เดี๋ยวกูจับเอง”
“ไอ้..”
“พูดมากอีก ?”
“เออ!”
เจ้าของร่างบางที่หน้าขาวยิ่งกว่าผู้หญิงกระแทกเสียงขัดใจ ก่อนจะกระฟัดกระเฟียดถือสมุดมาจดชื่อเหล่านั้นไว้ตามชื่อที่มินโฮอ่าน รายชื่อทั้งหมดคือคนที่จะมาเจอกับพวกเขาในงานแฟนมีตติ้งอีกสองวันข้างหน้า จงฮยอนล้วงมือลงไปในกล่องและขยุ้มกระดาษหลายสีหลากแผ่นนั้นขึ้นมากำมือหนึ่ง และใช้อีกมือหยิบแผ่นใดแผ่นหนึ่งที่ถูกเลือกออกมาอีกครั้ง
“คิมเซจิน”
“ชื่อเชยสัดๆ”
“ฮันจูอา”
“อาจุมม่าเหรอป่ะว่ะเนี่ย”
“คีย์มึงเลิกวิจารณ์ชื่อแฟนคลับซะที”
จงฮยอนพูดแทรกมินโฮที่ขานชื่อและคีย์ที่บ่นทุกครั้งเสียงดัง นึกรำคาญคีย์ที่บ่นไม่หยุด หมอนั่นถลึงตามองเขาเสียทีนึงก่อนจะก้มหน้าก้มตาเขียนต่อ คราวนี้เงียบเสียงลงไปได้เสียที
จงฮยอนหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา โยนให้มินโฮที่คลี่มันออกและอ่าน จากที่มันถูกม้วนอยู่
“อีจินกิ เอ้ะ อนยู”
“สรุปชื่อไรแน่?”
คีย์ทำเสียงอารมณ์เสียใส่เพื่อนสนิทตัวเอง พร้อมกับทำหน้าไม่สบอารมณ์ มินโฮยักไหล่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะโยนมันมาทางจงฮยอนเสียอย่างนั้น จงฮยอนหยิบมันขึ้นมาก่อนจะอ่านบ้าง
“อีจินกิ วงเล็บ อนยู”
“สรุปชื่อไรแน่?”
คีย์ถามคำถามเดิมซ้ำ จงฮยอนมองลายมือประณีตที่น่าจะเป็นของผู้หญิงในกระดาษแผ่นนั้นพลางออกความเห็น
“สงสัยหมอนี่จะเป็นพวกขี้ลังเลไม่ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ จะเขียนมาทำไมสองชื่อ”
“แล้วฉันต้องเขียนชื่อไหนเนี่ย”
คีย์ถามเสียงดังแทบจะตะโกน ด้วยความที่ขี้หงุดหงิดอยู่แล้ว จงฮยอนโยนกระดาษแผ่นนั้นลงบนกองกระดาษแผ่นอื่นๆอย่างเบื่อๆ หันไปตะโกนตอบ
“มึงก็เขียนสักชื่อจะตายไหมคีย์ ไม่งั้นก็เขียนไปสองชื่อเลยจะยากอะไร แม่งเรื่องมาก”
“ไอ้ ...”
“พูดมากอีก?”
“ยุนมินจี!”
มินโฮคว้ากล่องจากมือจงฮยอนไปกอดไว้ ขานชื่อต่อไปที่หยิบเองจากกล่องเสียเอง ท่ามกลางเสียงตะโกนของนักร้องนำควบมือกีต้าร์และมือคีย์บอร์ดของวง ส่วนแทมินมือกลองของวงที่ซุกตัวอยู่อีกมุมห้อง ได้แต่ยัดหูฟังสีขาวใส่หูและเร่งวอลลุ่มสูงสุดหนีความวุ่นวาย
“กูก็แค่อยากรู้ว่ากูควรเขียนชื่อไหน ผิดด้วย?”
“มึงต้องให้คนบอกทุกอย่างเหมือนเด็กประถมเลยป่ะ?”
“ไอ้..”
“ยังจะพูดมากอีก ?”
แทมินนั่งมองสมาชิกในวงที่กำลังโหวกเหวกโวยวายกับการจับฉลากชื่อแฟนคลับห้าสิบคนที่จะได้ไปร่วมงานแฟนมีตที่จะจัดขึ้นเร็วๆนี้ เขารับรู้ได้ว่าจงฮยอนมองมาที่เขาด้วยสายตาตำหนิอยู่หลายครั้งที่ไม่ได้เข้าไปช่วยเลยแม้แต่นิด
ขนาดเขาไม่เข้าไปช่วยก็วุ่นวายขนาดนี้แท้ๆ ถ้าหากเขาเข้าไปช่วยเล่า มันจะวุ่นวายขนาดไหน ไม่ว่าทางใด ก็ต้องมีใครสักคนในวงที่หงุดหงิดกับใบหน้าเฉื่อยชาของเขาเป็นแน่ สู้เขานั่งนิ่งๆฟังเพลงจากไอพอดอย่างนี้ต่อไปเงียบๆคนเดียวจะดีเสียกว่า
Johannes Brahms
Hungarian Dance No.1
Time 3:11 Play:0:14
แทมินก้มมองหน้าจอที่ตอนนี้เล่นมาถึงเพลงโปรดจากศิลปินคนโปรด บลามเขาหลงใหลศิลปินท่านนี้ หลงใหลในตัวโน๊ตที่เขาประพันธ์ไว้ ตัวโน๊ตที่มันเหมือนกับชีวิตเขาอย่างน่าตกใจ
เริ่มต้นด้วยความสนุกสนาน หลอกให้คนฟังหลงกลไปกับตัวโน๊ตที่มีสีสันเหล่านั้น ก่อนจะกระชากคนฟังให้ตกลงห้วงพิศวงรู้สึกหดหู่อย่างสุดกู่ สุดท้ายบลามก็ดึงเราออกมาห้วงความทุกข์นั้นด้วยตัวโน๊ตสนุกสนานอีกครั้ง ไม่มีอะไรวิเศษเท่าตัวโน้ตของบลามอีกแล้ว
เหมือนกับคนคนนั้น
คนที่ทำให้เขารู้จักบลาม
คนที่เขาเรียกว่า “พ่อ”
“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ”เสียงจากโอปอเรเตอร์เอ่ยขึ้นเมื่อการติดต่อของเขาไม่มีการตอบรับจากปลายสาย
แทมินวางโทรศัพท์เครื่องหรูไว้ข้างกายก่อนจะหยิบหูฟังขึ้นมาใส่หูอีกครั้ง
จังหวะเนิบนาบ ชวนให้รู้สึกวูบโหวงในหัวใจ กำลังบรรเลงก้องอยู่ในหูของเขา
ทำไมเขารู้สึกอยากร้องให้ขนาดนี้นะ
ก็เพียงแต่ดนตรีมันชวนให้รู้สึกโดดเดี่ยว
ก็เพียงแค่บลามแต่งเนื้อดนตรีเพื่อฉุดใจคนฟัง
ก็แค่เพียง...
....แม่ไม่รับโทรศัพท์ของเขาเท่านั้นเอง
เท่านั้นเอง...
...ที่แม่หันหลังให้กับเขาพร้อมๆกับที่เขาหันหลังให้กับพ่อ
หันหลังให้กับ...
...ดนตรีคลาสิคที่พ่อและแม่รัก
เท่านั้นเอง...
หากวันนี้มีเรื่องที่ทำให้ยิ้มได้ คงดีสินะ
หลังจากที่จับฉลากรายชื่อจนครบทั้งห้าสิบคน ทุกคนก็ต่างแยกย้ายไปทำอะไรที่ตนอยากทำ เขาก็เช่นกันหลังจากที่ประธานแจ้งมาว่าแฟนมีตครั้งนี้ต้องมอบสิ่งของคู่ใจให้แฟนคลับโชคดีสี่คน เขานึกไม่ถึงเลยว่าประธานจะให้เรามอบอุปกรณ์ทำมาหากินอย่างเช่น ของเขาที่เป็นไม้กลอง แทมินมองไม้กลองคู่ใจที่ตอนนี้มันผ่านสภาพการใช้งานมานานถ้าหากให้แฟนคลับไปแบบนี้มันคงไม่ดีอยู่แน่ๆ อีกอย่างเขารักมันมากกว่าที่จะมอบให้ใครได้ ดังนั้นการตัดสินใจออกมาหาซื้อไม้กลองใหม่สักคู่เพื่อใช้ในงานนี้น่าจะเหมาะที่สุด
“Jazz Light’s”
แทมินเงยหน้ามองป้ายชื่อร้านที่คุ้นเคยก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก มือเรียวยกขึ้นกระชับหมวกแก๊ปสีขุ่นของตัวเองก่อนจะย่ำบู๊ทหนังด้านคู่โปรดเดินเข้าไปในร้าน
กรุ๊งกริ๊ง
“ยินดีต้อนรับครับ”
เสียงทักทายจากเจ้าของร้านแทบจะดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระดิ่งหน้าร้าน แทมินยิ้มกว้างเข้าไปอีกเมื่อพบพี่ชายที่เขานับถือ
“อ่าวแทมิน”เสียงทุ้มเอ่ยทักเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย รอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่มาที่นี่
“ไม่พบกันนานเลยนะครับคยูฮยอง”ร่างสูงค้อมกายให้คนที่นับถือเป็นพี่ชายก่อนจะเดินไปโซนไม้กลองอย่างคุ้นเคย
“ว่าแต่เราเถอะ ดังใหญ่แล้วนะเดี๋ยวนี้”
“ครับ”แทมินได้แต่ส่งยิ้มบางๆกลับไปกับคำชมของพี่ชายที่นับถือ
หลายครั้งเขาเคยนึกสงสัยกับคำว่า “ดัง”ที่ใครต่อใครหยิบยกขึ้นมาเอ่ยชม
เอ่ยถามในใจมากนักต่อนักว่า นี่เขากำลัง “ดัง” จริงหรือ
ถ้าหากว่าเขา “ดัง” อย่างที่ใครๆเขาว่าจริงนั้น
ทำไม...
ทำไมพ่อไม่เคยกลับหันมา
แล้ววาดยิ้มภูมิใจให้เขาสักครั้ง
ไม่เคย...
เขาไม่เคยได้รับการกระทำแบบนั้นเลย..
สักครั้งเดียว..
“แทมิน....แทมิน...”แรงสะกิดที่บ่าเรียกเขาออกมาจากภวังค์ พี่คยูฮยอนกำลังมองเขาด้วยสายตาที่เป็นห่วงเช่นเคยแทมินได้แต่ยิ้มแห้งๆตอบกลับไป
“ตามสบายนะ อย่าคิดอะไรให้มันมากนักหละเรา”พี่คยูพูดแค่นั้นก่อนที่จะเดินเลี่ยงไปทางอื่น แทมินได้แต่หลับตาตั้งสติก่อนที่จะหยิบไม้กลองออกมาสักคู่แล้วคิดว่าไม่ควรอยู่นิ่งเป็นเวลานาน
“อ๊ะ...”เสียงเล็กเอ่ยร้องเสียงดังหลังจากจังหวะที่แทมินรีบหันตัวเพื่อนำไม้กลองไปชำระราคาสินค้าที่เคาท์เตอร์ แทมินคงไม่อยากสนใจถ้าไม่ติดว่าเสียงร้องที่เกิดขึ้นมันมาจากการกระทำของเขาเอง
ตาคมเสหันไปมองผู้ชายที่เป็นเจ้าของเสียงกำลังกุมหัวไหล่ตัวเองไว้ พร้อมกับส่งสายตาคาโทษมาทางเขา แต่เพียงวูบเดียวเจ้าตัวก็ก้มหน้าก้มตาหลบหน้าไม่ยอมมาที่เขาอีกเลย จนเขเองต้องเดินเข้าไปถามอาการ
“เป็นอะไร...มั้ย?”แทมินเอ่ยถามอีกฝ่ายที่ส่ายหน้าให้เขา เจ้าตัวทำท่าว่าเดินหนีไปเสียดื้อๆ จนเขาต้องเข้าไปรั้งไว้เพื่อถามให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ
อย่างน้อยการไม่ก่อเรื่อง ในขณะนี้เป็นสิ่งที่เขาควรทำที่สุด
“เฮ้...โอเคมั้ยเนี่ย”แทมินพยายามก้มหน้ามองฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นผลทำให้เจ้าตัวก้มหน้ายิ่งไปกว่าเก่าคล้ายกับว่าไม่อยากให้เขาเห็นหน้าเจ้าตัวไปมากกว่านี้
โอเค...เขายอมแพ้
อย่างน้อยเขาก็พยายามจะรับผิดชอบอย่างถึงที่สุดแล้วนี่นะ อย่ามากล่าวหาเขาทีหลังก็แล้วกัน
“ถ้านายไม่ตอบ... ฉันถือว่านายโอเคนะ” แทมินเอ่ยถามอีกรอบซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้าเชิงรับรู้ เขามองร่างเล็กตรงหน้าที่ยังก้มหน้าก้มตาใส่เขาอย่างเดิม จนต้องถอนหายใจกับพฤติกรรมแปลกประหลาดแบบนั้น
“เอ่อ...” เสียงเล็กเอ่ยเรียกขณะที่เขากำลังจะเดินไปที่เคาน์เตอร์ จนต้องกลับไปสนใจอีกฝ่ายที่ยังก้มหน้าก้มตาไม่เปลี่ยน
“ว่าไง?”
“ถะ....ถ้าหาก..คราวหน้า”
“หืม...”
“ถ้าคราวหน้า...ผม..ผะ...ผมได้เจอคุณ...อีก”เสียงเล็กเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกักจนเขาเองนึกรำคาญนิดๆ แต่ก็ได้แต่ยืนอยู่อย่างนั้นเพื่อฟังให้จบประโยค
“ถ้าเจอกันอีก...เอ่อ...ผมขอ...เอ่อ...ไม้กลองในมือคุณได้มั้ยครับ”
“ห๊ะ..!!”ร่างสูงเลิกคิ้วสูงมองคนตรงหน้า นึกทึ่งกับสิ่งที่ได้ยินอยู่ไม่น้อย
ขอไม้กลอง???
คราวหน้า???
มันจะมีคราวหน้าอีกหรือไงห๊ะ???
“แล้วฉันจะไปเจอนายที่ไหนอีกคราวหน้า..หืม..ชื่อก็ไม่...ร.”
“อนยูฮะ ผมชื่ออนยู...ได้โปรดจำชื่อผมไว้ด้วยนะฮะ”
ไม่ทันที่แทมินจะเอ่ยออกมาหมดก็ถูกอีกฝ่ายตะโกนบอกชื่อแล้วเผ่นหนีออกไปจากร้านก่อนที่เขาจะได้เอ่ยถามอะไรอีกครั้ง
เสียงกระดิ่งยังดังกรุ๊งกริ๊งอยู่ได้สักพักพร้อมกับตาคมที่มองออกไปนอกร้านด้วยสายตางงงวยปนพิศวงอยู่ไม่น้อย
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเฮ้ย!!!
แทมินทิ้งความสงสัยกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปจ่ายค่าไม้กลองอย่างที่ตั้งใจไว้ในคราวแรก เขาเอ่ยบอกลาพี่คยูฮยอนก่อนจะเดินออกจากร้านเพื่อตรงไปที่ร้านกาแฟร้านโปรด
ร่างสูงเงยหน้ามองท้องฟ้าในยามเย็นของฤดูร้อนในวันนี้ แสงแดดอ่อนที่สาดลงมา พร้อมกับสายลมเอื่อยที่พัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้จากร้านขายดอกไม้ข้างๆร้านแจ๊สไลท์
อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดสินะ
ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะไปเดินชนใครก็ไม่รู้
หรือการที่ถูกอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตาใส่
หรือจะเป็นการถูกขอไม้กลองทั้งๆที่ไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อไหร่
ไหนจะโดนอีกฝ่ายตะโกนชื่อใส่หน้าแล้ววิ่งหนีหายไปแบบไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัว
มันทำให้เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้
ยิ้มที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นเสียงหัวเราะที่เขาคิดว่ามันดังที่สุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา
ตลกเป็นบ้า!!!
แทมินซุกมือทั้งสองข้างเข้ากับแจ็กเกตหนังด้านตัวโปรด ก่อนจะเดินไปตามทางเดินเดิมๆที่มีคนพลุกพล่าน
ถึงแม้วันนี้แม่จะไม่รับโทรศัพท์เขาอย่างเคย
หากยังมีเรื่องที่ทำให้เขายิ้มได้แบบนี้
มันก็พอประทังให้เขามีชีวิตต่อไปได้อีกหน่อยหละนะ...
“อนยู”เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อที่ถูกตะโกนใส่หน้าเมื่อครู่อย่างตกภวังค์ ในหัวเขาตอนนี้เฝ้าแต่นึกคิดว่าเจ้าตัวทำสีหน้าแบบไหนหรือคิดอะไรอยู่ที่ทำแบบนี้ออกมาใส่เขา
“ได้...ฉันจะจำชื่อนาย..จนกว่าเราจะพบกันอีกครั้ง”
“อนยู”
ตอนนี้พวกคุณกำลังคัดเลือกชื่อของผมอยู่หรือเปล่านะ ..?
จินกิรู้ตัวดีว่ายิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน พอฟุ้งซ่านมากๆมันก็จะทำให้สุขภาพจิตไม่ดี แต่ให้ทำยังไงมันก็ไม่สามารถทำให้เขาหยุดคิดเรื่องเดิมๆเรื่องนั้นได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
ก็อดอายส์ ..
พอเรื่องราวในชีวิตของตัวเองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอาการเหม่อลอยจากการคิดไม่ตกว่ารายชื่อของตนเองที่ถูกบรรจงเขียนแล้วส่งไปเพื่อรับการคัดเลือกเข
้างานมีตติ้งกับวงก๊อดอายส์นั้นจะได้รับการคัดเลือกหรือเปล่า นั่นก็เลยเป็นสาเหตุที่แม่สั่งให้จินกิออกไปซื้อผักและเนื้อหมูที่ซุเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านเพื่อเป็นการช่วยสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่านมาหลายวัน ทั้งๆที่ปกติไม่เคยจะใช้เขาทำอะไรแบบนี้หรอก
แม่น่ะ..กลัวจินกิหลงทางจะตายไป ยิ่งเอ๋อๆอยู่ด้วย .
หลังจากถามเส้นทางจากม่มาคร่าวๆแล้ว ก็เลยออกมาจากบ้านอย่างไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ ยังคงคิดเรื่องก็อดอายส์สลับกับเส้นทางไปซูเปอร์มาร์เก็ตไปด้วยระหว่างทางที่เดินออกมา ในช่วงแรกๆก็ยังดีอยู่ เพราะเป็นซอยที่จินกิเองเคยผ่านอยู่บ่อยๆเพื่อไปปั่นจักรยานเล่นในสวนสาธารณะใกล้ๆบ้าน แต่ในวันนี้อากาศร้อนเป็นพิเศษโดยเฉพาะในตอนเที่ยงวันที่พระอาทิตย์ตรงหัวอย่างนี้ ถ้าแม่ไม่ใช้ให้ออกมาก็คงไม่มีทางออกมาเองอย่างแน่นอนละ
แต่พอเลี้ยวผ่านหัวมุมที่ตั้งของร้านขายรองเท้าแล้วมันก็เริ่มจะรู้สึกแปลกๆแล้วละสิ จินกิเริ่มไม่แน่ใจตงิดๆว่าเขาอาจเลี้ยวผิด หรือมีปัญหาอะไรสักอย่างกับเส้นทางหรือเปล่านะ?
“เอ๊ะ ..”
มือข้างขวาเกาหัว นิ้วชี้อีกข้างแตะที่ปากบาง ลำตัวเกร็งและสั่นเล็กๆ ..จินกิรู้สึกได้ชัดเจนแล้วว่าเส้นทางที่เขาเดินมามันแปลกขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มทำให้เขาไม่แน่ใจว่าเขาเดินเลยป้ายจอดรถแท็กซี่ไปหรือยัง หรือเมื่อไหร่จะถึงป้ายที่ว่านั่นก็ไม่รู้ เพราะหลังจากเดินมานานพอควรแล้ว มันก็ยังคงมีแต่ถนน ต้นไม้ แล้วก็บ้านคนทอดยาวไปจนสุดสาย
มันจะคิดเป็นอย่างอื่นได้ไหมนอกจากว่าเขาสับสนกับเส้นทางจนใกล้เคียงคำว่าหลงทางอย่างที่แม่กลัวเข้าไปทุกทีๆ ?
จนได้สิน่า!
หลงทางอีกจนได้สิ .
คิดแล้วก็ได้แต่โมโหตัวเอง แต่ก็ทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านั้น จึงตัดใจหยุดโมโหตัวเองอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วคิดหาทางแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่
ก็คงต้องถามทางคนแถวนี้แล้วละ ..
แต่หลังจากเดินยาวตามถนนมาเกือบห้านาทีแล้วไม่พบใครที่พอจะถามทางได้เลย ทั้งฟ้าก็เริ่มจะกลายเป็นสีแสดดูสบายตาแต่ไม่น่าสบายใจเอาเสียเลยเมื่อยังหลงทางอยู่อย่างนี้ แล้วจินกิก็เพิ่งจะได้ค้นพบสถานที่ๆไม่ใช่บ้านคน ..เป็นเหมือนร้านขายอุปกรณ์ดนตรีหรืออะไรสักอย่าง เขามองเห็นหน้าร้านไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ก็เล่นปลูกต้นไม้ดอกไม้อะไรเต็มหน้าร้านไปหมด เห็นได้แต่รั้วเตี้ยๆและกำแพงที่โผล่พ้นหมู่ดอกไม้นานาพรรณเหล่านั้นที่เป็นผนังสีขาวเรียบๆดูสบายตาดี และนอกจากนั้นก็เห็นแต่ป้ายชื่อหน้าตาอาร์ตๆ ที่อ่านไม่ค่อยจะออก แต่ก็พอรู้เพราะมีรูปตัวโน้ตแปะติดอยู่ด้วย
ขี้เกียจจะเดินต่อไปอย่างไร้จุดหมายอีกแล้ว ถ้าถามทางเขาคงจะดีกว่าแน่ละ ..
คิดแล้วจึงรีบผลักประตูเปิดเข้าไปภายในร้าน คิดว่าอย่างน้อยได้แอร์เย็นๆมาช่วยให้ชื่นใจหายเหนื่อยจากที่เดินมาตั้งนานก็ยังดีละนะ แล้วค่อยไปถามทางเอากับพี่เจ้าของร้านแล้วกัน ..แต่พอเอาเข้าจริงๆ พี่เจ้าของร้านหายไปไหนก็ไม่รู้แฮะ เดินหาอยู่สักพักก็ยังไม่เจอตัวแม้จะมองหาไปจนถึงหน้าเคาน์เตอร์แล้วก็ตาม จินกิจึงเปลี่ยนความคิดเป็นการไปถามเอากับคนอื่นๆภายในร้านแทน
“อ๊ะ...”
จินกิเอ่ยร้องเสียงดังด้วยความตกใจหลังจากเปิดประตูร้านเดินเข้ามาจนถึงตัวเคาท์เตอร์แล้วจู่ๆก็รู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างแรงจากคนอีกคนที่ขนาดตัวหนา
กว่า
เขาโดนชน ..
จินกิรีบกุมหัวไหล่ซึ่งเป็นบริเวณที่โดนชนเอาไว้ด้วยความตกใจระคนกับความเจ็บปวดจากแรงกระแทก ใจก็คิดอยากจะด่าทั้งไอ้คนที่ชนมาได้ไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วก็โชคชะตาที่จะมาเล่นตลกอะไรเอากับเขาวันนี้ ทั้งหลงทาง ทั้งโดนชนแรงขนาดนี้ ดวงตาเรียวตวัดมองคนตัวยักษ์คนนั้นด้วยสายตาแค้นเคือง
..แต่หลังจากที่ได้เห็นใบหน้าคมภายใต้หมวกแก๊ปนั้นชั่วเสี้ยววินาที จินกิก็ต้องเพ่งมองด้วยตาโตกว่าเดิมเป็นเท่าตัวแล้วจึงรีบก้มหน้าลงจนคางชิดคอด้วยสัญชาตญาณโดยไม่มีเวลาทันได้คิดอะไรต่อ และพยายามหันหน้าหนีคนๆนั้นแม้จะยังไม่แน่ใจว่าใช่คนที่คิดไว้หรือเปล่า
จะใช่อีแทมินแห่งก็อดอายส์หรือเปล่านะ ..?
“เป็นอะไร...มั้ย?”
จินกิรีบส่ายหน้าวืดทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น แล้วอารามตกใจก็พาให้เขาเดินเร็วๆหนีผู้ชายคนนั้นมา แต่ไม่วายก็ยังถูกรั้งให้ต้องหันไปประจันหน้ากันอย่างเดิมอีก
“เฮ้...โอเคมั้ยเนี่ย”
โอย ..
เสียง .. เสียงก็ใช่ หน้าก็เป๊ะ สูงโอเค หนาพอดี แทมินแน่ๆ! จินกิแน่ใจล้านเปอร์เซนต์แล้วว่าคนๆนี้คืออีแทมินแห่งวงก็อดอายส์ด้วยองค์ประกอบทุกอย่างที่เห็นด้วยสายตาในตอนนี้ และถ้าไม่ได้เข้าข้างตัวเองจนเกินไป จินกิคิดว่าคนๆนั้นกำลังก้มหน้าลงทำท่าเหมือนจะมองหน้าตัวเองให้ชัดขึ้น แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เขาก้มหน้าลงไปมากกว่าเดิมจนปวดคอ จินกิยังไม่พร้อมให้แทมินเห็นเขาตอนนี้ ตอนนี้มันกระทันหันเกินไป เขากำลังประหม่าและตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
จนสุดท้ายก็เหมือนว่าแทมินจะเลิกล้มความพยายามในการมองหน้าและสอบถามอาการของเขาไปแล้ว ..
“ถ้านายไม่ตอบ... ฉันถือว่านายโอเคนะ”
แทมินถอนหายใจใส่เขาพรืดหนึ่งหลังจากกล่าวประโยคนั้นออกมาแล้วจินกิยังคงพยักหน้าและก้มหน้างุดอยู่อย่างเดิม ในใจก็ได้แต่พร่ำขอโทษขอโพยที่อาจจะทำให้อารมณ์เสียเพราะไม่ยอมเงยหน้ามาคุยกันดีๆ
แต่ตอนนี้มันยังไม่พร้อมจริงๆนะ ..
เอ..?
แล้วถ้าไม่พร้อมตอนนี้จะพร้อมตอนไหนละ?
ตอนไหนละ?
ตอนไหนละ?
ตอนไหนละ?
ก็ตอนนี้เลยแล้วกัน T____________T
“เอ่อ...”
จินกิเอ่ยขึ้นเบาๆ ตอนแรกแทมินคงไม่ได้ยินด้วยซ้ำ จนเขาต้องเอ่ยซ้ำอีกรอบ และมันก็ยังผลให้คนๆนั้นหันกลับมาหาเขาได้
“ว่าไง?”
“ถะ....ถ้าหาก..คราวหน้า”
จินกิรู้ว่าเสียงตัวเองสั่นมาก ..
“หืม...”
“ถ้าคราวหน้า...ผม..ผะ...ผมได้เจอคุณ...อีก”
นอกจากเสียงสั่นแล้วยังพูดติดๆขัดๆไม่เป็นคำด้วย ..
“ถ้าเจอกันอีก...เอ่อ...ผมขอ...เอ่อ...ไม้กลองในมือคุณได้มั้ยครับ”
แล้วก็จ้องแต่ไม้กลอง พยายามจะพูดให้จบประโยคที่คิดเตรียมไว้อย่างยากลำบากจนน่ารำคาญ ..
“ห๊ะ..!!”
คือก็รู้ไง ..ก็รู้ว่ามันอาจจะฟังดูแปลก
แต่อยากได้มากไง ..พูดไปแล้วก็อยากจะตบปากตัวเอง แต่อีกใจก็ดีใจมากๆที่พูดมันออกไปได้สำเร็จ และได้แต่หวังว่าแทมินจะยอมเป็นพระเจ้าที่ทำตามคำขอของคนธรรมดาอย่างเขาสักครั้ง ..
“แล้วฉันจะไปเจอนายที่ไหนอีกคราวหน้า..หืม..ชื่อก็ไม่...ร.”
“อนยูฮะ ผมชื่ออนยู...ได้โปรดจำชื่อผมไว้ด้วยนะฮะ”
รีบแหกปากบอกไปก่อนที่เขาจะทันพูดได้จบประโยคเสียอีก แล้วก็วิ่งแจ้นออกมาจากร้านนั้นโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ทั้งอายและอายมากแล้วก็อายที่สุดเลยด้วย
เกิดมาอีจินกิไม่เคยกล้าทำอะไรแปลกๆขนาดนี้มาก่อน
โอย ..จะเป็นลม
เอ๊ะ ..ว่าแต่ยังไม่ได้ถามทางไปขึ้นแท็กซี่เลยนี่นา ?
ติ๊ดตี่ดีดิ๊ตี่ ตีดี๊ดดดด ~
เปลือกตาถูกบังคับให้เปิดขึ้นได้ในที่สุด หลังจากพยายามต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกที่ดึงหนังตาให้ปิดกลับลงมาอยู่นาน แต่ในที่สุดก็ทนไม่ได้ด้วยเสียงนาฬิกาปลุกแปลกๆนั่น
เคยคิดจะเปลี่ยนเสียงใหม่เมือนกัน
แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะเปลี่ยนมัน ..
หลังจากกินขนมปังหนึ่งแผ่นก่อนออกมาจากบ้านแล้ว จินกิก็ไม่อยากกินอะไรอีก ในเวลาสายๆแบบนี้ไม่มีใครเขามีอารมณ์จะมากินอะไรกันหรอก และอีกอย่างหนึ่ง.. วันนี้เป็นวันสำคัญ มีตารางอัดแน่นทั้งวันเลยด้วย ดังนั้นจินกิจึงรีบบอกลาแม่แล้วสะพายเป้สีเขียวใบโปรดออกมายังห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน
คิวแรกของวัน ..
.
.
.
“ของคุณชเว ..”
เสียงใสเอ่ยไปพลางหยิบจับสิ่งของนู่นนี่นั่นไปพลางตามความตั้งใจตั้งแต่เช้า และอันที่จริงคือตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ที่แล้วที่ได้ยินชื่อตัวเองประกาศในรายการทีวี ..รายการเพลงชื่อดังรายการนั้นที่ประกาศว่าเขาได้รับสิทธิ์ไปมีทติ้งกับก็อดอายส์ หลังจากกรีดร้องในใจ(และไปร้องโวยวายเสียงดังลั่นบ้านกับแม่)ก็เลยคิดเอาไว้ว่าจะมาซื้อของให้กับสมาชิกก็อดอายส์คนละชิ้น อย่างน้อยก็เป็นของแทนใจที่เขาเองตั้งใจเลือกให้แต่ละคนอย่างเต็มที่ในฐานะของแฟนคลับคนหนึ่งที่จะสามารถทำได้ ..
และในที่สุดก็ได้เลือกตุ๊กตาพลาสติกรูปยีราฟ มีแม่เหล็กตรงกลางเพื่อเสียบรูป หรือแยกชิ้นเป็นแม็กเน็ตติดตู้เย็น ..ชิ้นนี้เอาไว้ให้คุณชเว มินโฮ
“ต่อไป ..คุณเพื่อนซี้ คิมคีบอม ^^”
พูดไปก็ยิ้มไป คีย์เป็นสมาชิกที่มีสเน่ห์มากคนหนึ่ง มีแฟนคลับเป็นจำนวนมาก..จินกิก็ชอบคีย์มากเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องตั้งใจเลือกของขวัญชิ้นนี้เป็นพิเศษ
แม้จะไม่ปฏิเสธว่าถ้าเป็นก็อดอายส์ก็ตั้งใจเลือกเป็นพิเศษทุกชิ้นนั้นแหละ ..
และหลังจากเดินวนไปเวียนมาอยู่เป็นนานสองนาน ก็เลยเลือกสร้อยคอที่ห้อยจี้รูปกุญแจดอกเล็กๆอยู่ตรงกลาง ดูน่ารักและมีพลังดึงดูดในขณะเดียวกัน ..
เหมือนคีย์ ..
“คิมจงฮยอน ..เอาอะไรดีละ?”
คิดไม่ตกเกี่ยวกับคนๆนี้ ดูเป็นคนที่มีบุคลิกสองขั้ว บางทีก็ดูเหมือนน่าคบหา ยิ้มแย้มแจ่มใส กวนๆ ตลกๆ แต่บางทีก็เหวี่ยงซะจนไม่น่าเข้าใกล้เลย ดูน่ากลัวชะมัดในอารมณ์แบบนั้น
แล้วจะเอาอะไรดีละ?
ซีดีเพลงร็อคดีไหม .?
เขาจะมีอยู่แล้วหรือเปล่าละเนี่ย ..
พวงกุญแจ .?
เขาจะหาว่าเราปัญญาอ่อนไหมละ ..
ปิ๊กกีต้าร์ .?
ก็จะดูธรรมดาไปสำหรับคนแบบเขา ..
แล้วอะไรละที่มันดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาน่ะ ..?
ในที่สุดอีจินกิจึงหยิบหนังสือขนาดพ็อคเก็ตบุ้คเล่มบางๆเล่มหนึ่งจากชั้นวางในมุมหนังสือของร้านมาอย่างภาคภูมิใจ ..สิ่งนี้แหละที่คู่ควรกับคิมจงฮยอน
หนังสือสวดมนต์ไงละ!
ใครๆเห็นอาจจะหัวเราะ หรือคิมจงฮยอนคนนั้นอาจจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปเลยก็เป็นได้ แต่เขาก็ยังอยากมอบมันให้กับคุณจงฮยอนอยู่ดี ..ก็จริงอยู่ว่ามันไม่ค่อยจะมีใครเขาให้กันหรอก แต่ว่าจินกิคิดว่ามันเหมาะกับคุณนักร้องนำคนนั้นเหลือเกินนี่
การเป็นลีดเดอร์ของวงร็อคอย่างนี้ไม่ง่ายเลย นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของอารมณ์ที่แปรปรวนของเขาก็ได้ ดังนั้นจึงน่าจะเหมาะสมกันดีกับหนังสือสวดมนต์ที่จะมอบให้คุณนะ
คิมจงฮยอน!
ส่วนอีแทมิน ..
คนหน้าตาดีนิสัยประเสริฐคนนั้นทำคะแนนในใจจินกิไปโขอยู่ หลังจากที่เขาพยายามจะรับผิดชอบร่างกายที่บาดเจ็บของจินกิจากการปะทะในวันนั้น
แม้ว่าจะไม่รู้ว่าบ่ายวันนี้จะได้รับไม้กลองคู่นั้นของแทมินคนนั้นหรือเปล่า ..แต่ว่าก็อยากได้เหลือเกิน และก็อยากมอบสิ่งของที่ควรค่าแก่ไม้กลองของเขากลับคืนไปด้วย
11.49
นี่มันใกล้จะหมดเวลาเต็มทีแล้ว จินกิควรจะเลือกของแล้วเดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์อย่างด่วน เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะไปงานมีทติ้งช้ากว่าเวลาที่คาดการณ์ไว้ และอาจพลาดอะไรดีๆไปหลายอย่าง เพราะก็อดอายส์อาจมีเซอร์ไพรส์อะไรอีก หรือบริษัทต้นสังกัดอาจมีอะไรดีๆ น่าสนใจมาหลอกขายแฟนคลับอย่างเขาอีกก็เป็นได้
จินกิเลือกซื้อกระเป๋าสะพาย DOMO ขนาดกลาง พอที่จะใส่สิ่งของติดตัวบางอย่างได้ เขาเลือกของชิ้นนี้ให้แทมินเพราะมักจะเห็นมือกลองคนเก่งถือไอพอด โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ไปไหนต่ไหนอยู่เสมอโดยไม่ยอมพกกระเป๋าใส่ของเลย มันทำให้เขากังวลแทนจริงๆว่าสักวันอาจจะลืมของบางชิ้นไว้ที่ไหนสักแห่ง
หวังว่าถ้าขอร้องให้แทมินใช้
เขาคงไม่ใจร้ายเกินไปหรอกมั้ง ..
TBC
กีต้าร์ตัวเดิมนอนพาดอยู่บนเตียงสีเข้ม โปสเตอร์นักดนตรีร็อคระดับโลกหลายต่อหลายคนถูกแปะอยู่เต็มผนังไม่เว้นแม้กระทั่งเพดานห้อง หนังสือเพลงและโน้ตเพลงกองรวมกันอยู่บนโต๊ะทำงาน ข้างๆแล็ปท๊อปสีดำอีกเช่นกัน จะเว้นก็แต่พรมขนสัตว์ซึ่งเป็นเพียงอย่างเดียวในห้องที่เป็นสีขาว
แจ๊กเกตบนตัวถูกถอดออกวางบนเก้าอี้ทำงาน ร่างหนาหยุดยืนอยู่ที่ประตูบานใหญ่ในห้องซึ่งเปิดออกสู่ระเบียง มองลงไปยังพื้นที่สวนหย่อมหลังบ้านซึ่งเยื้องไปทางโรงรถ ...เสียงสายน้ำจากลำธารและน้ำพุเล้กๆเหล่านั้น รับกับเสียงกระดิ่งรูปตุ๊กตาไล่ฝนที่แขวนอยู่บนต้นซากุระที่ฤดูนี้ยังไม่ผลิดอก มีแต่ใบเขียวครึ้มที่เลื้อยสูงขึ้นมาจนถึงระเบียงห้องของเขาเอง
ชาสักชนิดที่เขาไม่รู้ชื่อ หอมกรุ่นวางอยู่ตรงนั้น โต๊ะแบบญี่ปุ่นตัวเตี้ยตั้งวางอยู่นอกระเบียงชั้นล่างของบ้าน ที่ยื่นออกไปในสวน ปลาคาร์ฟตัวละหลายหมื่นวอนที่พ่อของเขาสรรหามาเลี้ยงแหวกว่ายไปมาอยู่ในสระ ซึ่งแม้จากตรงนี้ก็ยังเห็นลวดลายสวยงามบนหลังสีส้มอมขาวของพวกมัน ริมบ่อสวยมีเฟิร์นสักชนิดที่เขาไม่รู้ชื่ออีกเช่นกัน และข้างๆกันนั้นมีเบาะเตี้ยๆให้เอนหลังนอนเล่น ....และตรงนั้น ร่างที่นอนหลับตาฟังเพลงแจ๊สพร้อมกับจิบชาไปด้วยคือพ่อของเขาเอง
ใบหน้านั้นยกยิ้มอีกครั้ง นึกนับถือในรสนิยมชั้นสูงของพ่อตัวเองขึ้นมาเฉยๆ เขาฟังเพลงนั่นไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ถ้าเป็นแทมินคงจะง่ายกว่า
คนคนนั้นยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น แม้จะรู้ว่าสุนัขตัวโปรดหลายตัวที่เลี้ยงไว้วิ่งออกไปต้อนรับใคร แม้จะได้สียงมอเตอร์ไซต์ที่เขาปรับท่อมาให้เสียงดังกระหึ่มคับโลกคันนั้น แม้จะรู้ว่ามีคนมา ..มีคนกลับมา คนคนนั้นก็ยังคงนิ่งงันและสงบสุข นั่นคงเป็นชีวิตที่น่าอิจฉา
เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะละสายตาออกจากสวนหย่อมอันร่มรื่นนั้น
ประตูห้องซึ่งทำด้วยไม้หนาหนัก ส่งเสียงเบาๆเมื่อถูกเปิดออกราวกับประท้วง มือหนางับมันปิดลงเบาๆ และผละมืออกมา ก่อนจะมองไปรอบๆ
เฟอร์นิเจอร์ไม้เงาวับเหล่านั้นเป็นแบบญี่ปุ่นทั้งหมด แม้แต่เสื่อที่เขาเหยียบอยู่ก็ตาม ขาในกางเกงยีนตัวเก่าที่ดูผิดที่ผิดทางอีกเช่นเคยก้าวเข้าไปในห้อง และหยุดลงที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ซึ่งด้านหลังเต็มไปด้วยตู้หนังสือหลายต่อหลายตู้ แฟ้มและเอกสารมากมายบนนั้นทำให้มือหนาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหยิบแก้วชาใบโปรดของพ่อออกจากขอบโต๊ะด้วยกลัวมันตกแตกเสียก่อน
มือหนาหยิบแผ่นซีดีที่ติดมือมาด้วยลงบนกองหนังสือกองใหญ่ข้างคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน ซึ่งเดาได้ว่าเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาแล้วจะเห็นเป็นอย่างแรก บนปกสีดำสนิทนั้นมีดวงตาที่ทำจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเพียงดวงเดียว และชื่อ “GDEYES” พร้อมกับชื่อและตำแหน่งของสมาชิกในวงที่ปกหลัง
ร่างหนาทำท่าจะก้าวออกจากห้อง หากแต่ดวงตาคมโตเหลือบไปเห็นกระดาษสองแผ่นอันคุ้นตาใต้กองแฟ้มทำงานบนโต๊ะอีกกองหนึ่ง มือหนาเอื้อมไปดึงมันออกมา ก่อนจะพบว่าเป็นบัตรคอนเสิร์ตเมื่อวันก่อนของก็อดอายส์นั่นเองยับยี่ยู่อยู่ใต้กองแฟ้มนั้น บัตรคอนเสิร์ตที่เขาเป็นคนนำมันมาวางไว้เองกับมือก่อนวันคอนเสิร์ตเพียงไม่กี่วัน
เขารู้อยู่แล้ว ถึงในวันนั้นเขาจะชะเง้อไปทุกทิศเพื่อมองหา เขาก็ไม่มีวันได้เจอ ..ไม่มีทางที่เขาจะเจอพ่อและแม่ในวันคอนเสิร์ตของตัวเอง มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากไป และหากเขาเจอจริงๆ เขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะร้องเพลงบนเวทีนั้นด้วยสีหน้าและน้ำเสียงแบบไหน มันอาจจะดูแย่มากเลยก็เป็นได้
มือหนาหยิบมันขึ้นมาดูนิ่งและถอนหายใจก่อนจะยิ้มอีกครั้ง และเก็บมันลงกระเป๋ากางเกงยีนของตัวเอง เดินออกจากห้องและปิดประตูไม้บานเดิมลง พร้อมกับที่เสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้นจากห้องนอนชั้นบนอีกฝั่ง
“จงฮยอน กลับมาแล้วเหรอ?”
“ครับ”
ใบหน้าคมหันกลับไปมองด้านหลังพร้อมกับยิ้มกว้าง เสียงทุ้มแหบรับคำ ก่อนจะอ้าแขนออกโอบร่างเล็กที่เดินมาหาเขาไว้ มือเล็กของแม่กวาดไปทั่วแผ่นหลังกว้างๆของเขาก่อนจะถาม
“กินอะไรมาหรือยัง?”
“กินแล้วน่า ผมดูแลตัวเองได้หรอก”
“งั้นก็ดี ไม่กลับบ้านหลายวันหายตัวไปไหนมา พ่อเราเป็นห่วงแทบแย่”
จงฮยอนได้แต่ยิ้มแห้งๆ เมื่อแม่ทำหน้าคาดโทษ หากแต่ก็ได้แต่ค้านในใจ บางทีเขาก็อยากให้แม่เห็นเหลือเกินว่าเขานั้นโตพอจะรู้แล้วว่าพ่อไม่ได้เป็นห่วงเขาจริงๆจังๆ
พ่อของเขาเกลียดความไร้ระเบียบ รักความสมบูรณ์แบบ กลิ่นน้ำหอมของแม่ที่เขากอดอยู่คือกลิ่นดอกไม้ แต่กลิ่นของพ่อจงฮยอน รู้ดีว่าคือกลิ่นของความสำเร็จ
เขาหนีออกจากบ้านตอนอายุ 18 ในตอนนั้นจงฮยอนช่างโง่เขลาที่คิดว่าเขาจะหายไปได้ตลอดกาล เขาไม่ใช่เด็กมีปัญหา ตรงกันข้าม เขารักครอบครัวมากไม่แพ้ใครๆ แต่ความดื้อรั้นและพระเจ้าในตัวเขานั้นทำให้เขากล้าแม้แต่จะทำทุกๆอย่างเพื่อความฝันอันบ้าบิ่น และพ่อเกลียดตรงส่วนนั้นของเขา ส่วนที่คาดเดาไม่ได้ ความฝันที่ไม่มีที่มาที่ไป แน่นอนว่าไม่มีจุดจบ
สองปีหลังจากประสบความสำเร็จในฐานะก็อดอายส์ วงดนตรีหน้าใหม่ ... เขาก็กลับบ้าน เพื่อจะพบว่าพ่อรังเกียจความฝันที่เขาทุ่มเทแทบตายนั้น
“เหรอครับ...”
“ตัวเหม็นน่ะลูก ไปอาบน้ำเถอะ พรุ่งนี้อย่าเถลไถล จนลืมไปมหาลัยนะจ้ะ”
แม่เขาสั่งพร้อมทำสีหน้าคาดคั้น จงฮยอนละแขนออกจากร่างเล็กก่อนจะพยักหน้ารับทั้งรอยยิ้ม ทั้งที่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้จะโดดเรียนหรือไม่ ตั้งแต่เปิดภาคเรียนใหม่เขาเพิ่งจะเข้าเรียนได้ไม่กี่ครั้ง ยังดีที่สมองพอจะถูไถกับบทเรียนไปได้แม้จะขาดบ่อยเหลือเกิน
อันที่จริงเขาไม่อยากเรียนด้วยซ้ำ แต่เพราะไม่อยากขัดใจแม่จึงยอมสละเวลาซ้อมและแต่งเพลงไปลงเรียนเศรษฐศาสตร์เมื่อปีก่อน คีย์แซวอยู่หลายวันเรื่องที่เขาดูเป็นเด็กดี มันเป็นเรื่องง่ายๆที่อาจจะฝืนใจเล็กน้อย แต่หลังจากทำตามใจตัวเองมามาก จงฮยอนก็ยอมตามแม่อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
ถ้าเอากีต้าร์ไปดีดในห้องสอบแล้วเขาจะผ่าน เขาคงทำไปแล้วล่ะ
มือหนาปิดประตูห้องนอนลง และกระโดดขึ้นเตียงไม่เบานัก ร่างหนากลิ้งไปมาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะจบลงด้วยการคว้าหมอนใบโตมาหนุน แผ่นหลังกว้างแตะลงกับพื้นเตียง และดวงตาคมจับจ้องไปบนเพดานซึ่งมีนักกีต้าร์ชื่อดังระดับโลกคนโปรดวาดลีลาอยู่บนเวที
มือหนาวางทาบลงไปบนกีต้าร์ตัวโปรดของตัวเองซึ่งนอนนิ่งอยู่ข้างๆกัน มันเป็นกีต้าร์ที่เขาเคยเก็บเงินซื้ออยู่เป็นนาน ถึงแม้ตอนนี้จงฮยอนจะมีเงินมากมายพอจะซื้อกีต้าร์แบบนี้ได้เป็นร้อยตัว หรือมีมากพอจะซื้อกีต้าร์ที่ดีกว่านี้อีกไม่รู้กี่ตัว แต่เขาก็ยังคงใช้มันเหมือนที่เคยใช้มาตลอด
ทุกครั้งที่เขาแตะมัน เขามักจะนึกย้อนไปถึงวันเวลาเก่าๆหลายปีที่ผ่านมา ทั้งตอนที่เขาดีดมันอย่างเดี่ยวดายบนถนนในเมือง บนทางเท้า และสวนสาธารณะในวันหยุด แม้แต่ตอนที่ยืนดีดมันอยู่ข้างๆเบสของมินโฮก็ตาม เมื่อเขาแตะมัน เขามักจะคิดว่าเขาคือพระเจ้า และไม่ว่าอะไรเขาก็จะทำมันให้สำเร็จลงได้
เขามีนิสัยอย่างหนึ่งที่เหมือนพ่อ นั่นคือเขาเกลียดการพ่ายแพ้ ไม่สิ .. พ่อของเขาเกลียด แต่เขากลัวต่างหาก
หลายครั้งที่จงฮยอนคิดว่า หากทุกอย่างในโลกนี้ได้มาโดยง่ายมันจะมีความหมายอะไร และความพยายามคงไม่มีบัญญัติไว้ในหนังสือเล่มใดๆ แต่เพราะมีมันอยู่ เพราะทุกอย่างต้องอาศัยมัน เขาจึงได้กลัวที่จะพ่ายแพ้มันยิ่งนัก
เสียงเพลงแจ๊สจากสวนข้างล่างยังคงดังแผ่วขึ้นมาเป็นระยะ สลับกับเสียงกระดิ่งที่ดังตามแรงลม พรุ่งนี้เขาต้องไปเข้าชั้นเรียนครั้งแรกในรอบอาทิตย์ น่าเบื่อจนแทบจะโดดไปไลฟ์เฮ้าส์แต่หัววัน แต่เขารู้ว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้ การเอาแต่ใจมันทำให้เขาพ่ายแพ้ และทำให้เขาดูน่าสมเพช เขาอยากมีกลิ่นของความสำเร็จและชัยชนะแบบนั้น แบบที่พ่อมี
ถ้าสักวันเป็นแบบนั้น พ่ออาจจะยอมไปดูคอนเสิร์ตเขาบ้าง และไม่แน่อาจจะยอมฟังเพลงในซีดีที่เขาแต่งสักเพลง แค่เพลงเดียวก็ยังดี ถ้าพ่อเกลียดที่เขาเป็นคนขี้แพ้ เขาก็จะชนะให้ดู และเพราะด้วยเหตุผลนี้ เขาจึงต้องชนะ
พ่อเกลียดความพ่ายแพ้เขารู้ และความรู้สึกนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเขาแตะกีต้าร์ พ่อเกลียดมัน ตรงกันข้ามกับเขา
เขาหวาดกลัวการพ่ายแพ้ แต่มากกว่าการพ่ายแพ้ทั้งหมด เขาหวาดกลัวการพ่ายแพ้ของตัวเอง …..
EYES ON ME .
“กี่คนแล้วน่ะ?”
“อีก 20 คน เร็วๆเข้า”
“แค่คิดว่าต้องนั่งอยู่กับใครก็ไม่รู้ 50 คน ตั้ง 2 ชั่วโมงนี่ฉันก็จะอ้วกแล้วนะ”
เสียงคร่ำครวญดังขึ้นท่ามกลางกองกระดาษและเพื่อนๆอีกสามคนที่นั่งล้อมวงอยู่ใกล้ๆ แน่นอนว่านั่นคือคีย์ คนที่ชอบทำให้ทุกอย่างเสียเรื่องไปหมด แม้แต่ในเวลาแบบนี้ก็ตาม
จงฮยอนยกมือหนาของตัวเองตบลงไปบนศีรษะได้รุปนั้นเสียหนึ่งที
“อย่าอู้ เลือกไป”
“จำเป็นต้อง 50 คนเรอะไง”
“5 ปีก็อดอายส์ เอ้ะมึงนี่”
“แม่ง”
คีย์สบถไรอีกสองสามคำแต่จงฮยอนฟังไม่ถนัดนัก มินโฮที่นั่งตรงข้ามเขาโยนกระดาษจากกองกระดาษตรงหน้ามาให้จงฮยอนอีกแผ่น มีแต่แทมินที่นั่งทำหน้าเนือยๆเบื่อโลกเหมือนเคยอยู่อีกมุมหนึ่ง
พวกเขานั่งอยู่แบบนั้นมาเกือบชั่วโมง คัดแยกชื่อแฟนคลับที่เข้าร่วมคอนเสิร์ตเมื่อวันก่อนจากกล่องที่ผู้จัดการส่วนตัวเพิ่งเอามาให้เมื่อเช้านี้ 50 คนที่ต้องร่วม “แบ่งอากาศหายใจ” ด้วยกันอย่างที่คีย์ว่า แม้จะเป็นงานที่น่าเบื่ออยู่สักหน่อย แต่จงฮยอนและมินโฮก็ทำมันอย่างไม่ปริปากบ่น ยกเว้นก็คีย์กับแทมินนี่แหละ ที่อีกคนยอมช่วยแต่บ่นไม่หยุด ส่วนอีกคน แทบไม่แลเลยด้วยซ้ำ
วิธีก็ง่ายๆ แค่เขย่าๆกล่องเสียทีนึง และมินโฮเป็นฝ่ายล้วงมือลงไปสุ่มจับขึ้นมา ถ้ามีคนรู้ว่ามันง่ายขนาดนั้นพวกเขาคงโดนด่าเป็นแน่
“มานี่มาฉันจับเองมั่ง”
คีย์ยื่นมือออกไปขอมีส่วนร่วม คนตัวสูงที่ทำหน้าที่อยู่ก่อนทำท่าจะยื่นกล่องให้คีย์จริงๆ แต่จงฮยอนกลับคว้ามันมาเสียก่อน
“มึงจดชื่อไป เดี๋ยวกูจับเอง”
“ไอ้..”
“พูดมากอีก ?”
“เออ!”
เจ้าของร่างบางที่หน้าขาวยิ่งกว่าผู้หญิงกระแทกเสียงขัดใจ ก่อนจะกระฟัดกระเฟียดถือสมุดมาจดชื่อเหล่านั้นไว้ตามชื่อที่มินโฮอ่าน รายชื่อทั้งหมดคือคนที่จะมาเจอกับพวกเขาในงานแฟนมีตติ้งอีกสองวันข้างหน้า จงฮยอนล้วงมือลงไปในกล่องและขยุ้มกระดาษหลายสีหลากแผ่นนั้นขึ้นมากำมือหนึ่ง และใช้อีกมือหยิบแผ่นใดแผ่นหนึ่งที่ถูกเลือกออกมาอีกครั้ง
“คิมเซจิน”
“ชื่อเชยสัดๆ”
“ฮันจูอา”
“อาจุมม่าเหรอป่ะว่ะเนี่ย”
“คีย์มึงเลิกวิจารณ์ชื่อแฟนคลับซะที”
จงฮยอนพูดแทรกมินโฮที่ขานชื่อและคีย์ที่บ่นทุกครั้งเสียงดัง นึกรำคาญคีย์ที่บ่นไม่หยุด หมอนั่นถลึงตามองเขาเสียทีนึงก่อนจะก้มหน้าก้มตาเขียนต่อ คราวนี้เงียบเสียงลงไปได้เสียที
จงฮยอนหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา โยนให้มินโฮที่คลี่มันออกและอ่าน จากที่มันถูกม้วนอยู่
“อีจินกิ เอ้ะ อนยู”
“สรุปชื่อไรแน่?”
คีย์ทำเสียงอารมณ์เสียใส่เพื่อนสนิทตัวเอง พร้อมกับทำหน้าไม่สบอารมณ์ มินโฮยักไหล่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะโยนมันมาทางจงฮยอนเสียอย่างนั้น จงฮยอนหยิบมันขึ้นมาก่อนจะอ่านบ้าง
“อีจินกิ วงเล็บ อนยู”
“สรุปชื่อไรแน่?”
คีย์ถามคำถามเดิมซ้ำ จงฮยอนมองลายมือประณีตที่น่าจะเป็นของผู้หญิงในกระดาษแผ่นนั้นพลางออกความเห็น
“สงสัยหมอนี่จะเป็นพวกขี้ลังเลไม่ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ จะเขียนมาทำไมสองชื่อ”
“แล้วฉันต้องเขียนชื่อไหนเนี่ย”
คีย์ถามเสียงดังแทบจะตะโกน ด้วยความที่ขี้หงุดหงิดอยู่แล้ว จงฮยอนโยนกระดาษแผ่นนั้นลงบนกองกระดาษแผ่นอื่นๆอย่างเบื่อๆ หันไปตะโกนตอบ
“มึงก็เขียนสักชื่อจะตายไหมคีย์ ไม่งั้นก็เขียนไปสองชื่อเลยจะยากอะไร แม่งเรื่องมาก”
“ไอ้ ...”
“พูดมากอีก?”
“ยุนมินจี!”
มินโฮคว้ากล่องจากมือจงฮยอนไปกอดไว้ ขานชื่อต่อไปที่หยิบเองจากกล่องเสียเอง ท่ามกลางเสียงตะโกนของนักร้องนำควบมือกีต้าร์และมือคีย์บอร์ดของวง ส่วนแทมินมือกลองของวงที่ซุกตัวอยู่อีกมุมห้อง ได้แต่ยัดหูฟังสีขาวใส่หูและเร่งวอลลุ่มสูงสุดหนีความวุ่นวาย
“กูก็แค่อยากรู้ว่ากูควรเขียนชื่อไหน ผิดด้วย?”
“มึงต้องให้คนบอกทุกอย่างเหมือนเด็กประถมเลยป่ะ?”
“ไอ้..”
“ยังจะพูดมากอีก ?”
EYES ON ME .
แทมินนั่งมองสมาชิกในวงที่กำลังโหวกเหวกโวยวายกับการจับฉลากชื่อแฟนคลับห้าสิบคนที่จะได้ไปร่วมงานแฟนมีตที่จะจัดขึ้นเร็วๆนี้ เขารับรู้ได้ว่าจงฮยอนมองมาที่เขาด้วยสายตาตำหนิอยู่หลายครั้งที่ไม่ได้เข้าไปช่วยเลยแม้แต่นิด
ขนาดเขาไม่เข้าไปช่วยก็วุ่นวายขนาดนี้แท้ๆ ถ้าหากเขาเข้าไปช่วยเล่า มันจะวุ่นวายขนาดไหน ไม่ว่าทางใด ก็ต้องมีใครสักคนในวงที่หงุดหงิดกับใบหน้าเฉื่อยชาของเขาเป็นแน่ สู้เขานั่งนิ่งๆฟังเพลงจากไอพอดอย่างนี้ต่อไปเงียบๆคนเดียวจะดีเสียกว่า
Johannes Brahms
Hungarian Dance No.1
Time 3:11 Play:0:14
แทมินก้มมองหน้าจอที่ตอนนี้เล่นมาถึงเพลงโปรดจากศิลปินคนโปรด บลามเขาหลงใหลศิลปินท่านนี้ หลงใหลในตัวโน๊ตที่เขาประพันธ์ไว้ ตัวโน๊ตที่มันเหมือนกับชีวิตเขาอย่างน่าตกใจ
เริ่มต้นด้วยความสนุกสนาน หลอกให้คนฟังหลงกลไปกับตัวโน๊ตที่มีสีสันเหล่านั้น ก่อนจะกระชากคนฟังให้ตกลงห้วงพิศวงรู้สึกหดหู่อย่างสุดกู่ สุดท้ายบลามก็ดึงเราออกมาห้วงความทุกข์นั้นด้วยตัวโน๊ตสนุกสนานอีกครั้ง ไม่มีอะไรวิเศษเท่าตัวโน้ตของบลามอีกแล้ว
เหมือนกับคนคนนั้น
คนที่ทำให้เขารู้จักบลาม
คนที่เขาเรียกว่า “พ่อ”
“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ”เสียงจากโอปอเรเตอร์เอ่ยขึ้นเมื่อการติดต่อของเขาไม่มีการตอบรับจากปลายสาย
แทมินวางโทรศัพท์เครื่องหรูไว้ข้างกายก่อนจะหยิบหูฟังขึ้นมาใส่หูอีกครั้ง
จังหวะเนิบนาบ ชวนให้รู้สึกวูบโหวงในหัวใจ กำลังบรรเลงก้องอยู่ในหูของเขา
ทำไมเขารู้สึกอยากร้องให้ขนาดนี้นะ
ก็เพียงแต่ดนตรีมันชวนให้รู้สึกโดดเดี่ยว
ก็เพียงแค่บลามแต่งเนื้อดนตรีเพื่อฉุดใจคนฟัง
ก็แค่เพียง...
....แม่ไม่รับโทรศัพท์ของเขาเท่านั้นเอง
เท่านั้นเอง...
...ที่แม่หันหลังให้กับเขาพร้อมๆกับที่เขาหันหลังให้กับพ่อ
หันหลังให้กับ...
...ดนตรีคลาสิคที่พ่อและแม่รัก
เท่านั้นเอง...
EYES ON ME .
หากวันนี้มีเรื่องที่ทำให้ยิ้มได้ คงดีสินะ
หลังจากที่จับฉลากรายชื่อจนครบทั้งห้าสิบคน ทุกคนก็ต่างแยกย้ายไปทำอะไรที่ตนอยากทำ เขาก็เช่นกันหลังจากที่ประธานแจ้งมาว่าแฟนมีตครั้งนี้ต้องมอบสิ่งของคู่ใจให้แฟนคลับโชคดีสี่คน เขานึกไม่ถึงเลยว่าประธานจะให้เรามอบอุปกรณ์ทำมาหากินอย่างเช่น ของเขาที่เป็นไม้กลอง แทมินมองไม้กลองคู่ใจที่ตอนนี้มันผ่านสภาพการใช้งานมานานถ้าหากให้แฟนคลับไปแบบนี้มันคงไม่ดีอยู่แน่ๆ อีกอย่างเขารักมันมากกว่าที่จะมอบให้ใครได้ ดังนั้นการตัดสินใจออกมาหาซื้อไม้กลองใหม่สักคู่เพื่อใช้ในงานนี้น่าจะเหมาะที่สุด
“Jazz Light’s”
แทมินเงยหน้ามองป้ายชื่อร้านที่คุ้นเคยก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก มือเรียวยกขึ้นกระชับหมวกแก๊ปสีขุ่นของตัวเองก่อนจะย่ำบู๊ทหนังด้านคู่โปรดเดินเข้าไปในร้าน
กรุ๊งกริ๊ง
“ยินดีต้อนรับครับ”
เสียงทักทายจากเจ้าของร้านแทบจะดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระดิ่งหน้าร้าน แทมินยิ้มกว้างเข้าไปอีกเมื่อพบพี่ชายที่เขานับถือ
“อ่าวแทมิน”เสียงทุ้มเอ่ยทักเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย รอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่มาที่นี่
“ไม่พบกันนานเลยนะครับคยูฮยอง”ร่างสูงค้อมกายให้คนที่นับถือเป็นพี่ชายก่อนจะเดินไปโซนไม้กลองอย่างคุ้นเคย
“ว่าแต่เราเถอะ ดังใหญ่แล้วนะเดี๋ยวนี้”
“ครับ”แทมินได้แต่ส่งยิ้มบางๆกลับไปกับคำชมของพี่ชายที่นับถือ
หลายครั้งเขาเคยนึกสงสัยกับคำว่า “ดัง”ที่ใครต่อใครหยิบยกขึ้นมาเอ่ยชม
เอ่ยถามในใจมากนักต่อนักว่า นี่เขากำลัง “ดัง” จริงหรือ
ถ้าหากว่าเขา “ดัง” อย่างที่ใครๆเขาว่าจริงนั้น
ทำไม...
ทำไมพ่อไม่เคยกลับหันมา
แล้ววาดยิ้มภูมิใจให้เขาสักครั้ง
ไม่เคย...
เขาไม่เคยได้รับการกระทำแบบนั้นเลย..
สักครั้งเดียว..
“แทมิน....แทมิน...”แรงสะกิดที่บ่าเรียกเขาออกมาจากภวังค์ พี่คยูฮยอนกำลังมองเขาด้วยสายตาที่เป็นห่วงเช่นเคยแทมินได้แต่ยิ้มแห้งๆตอบกลับไป
“ตามสบายนะ อย่าคิดอะไรให้มันมากนักหละเรา”พี่คยูพูดแค่นั้นก่อนที่จะเดินเลี่ยงไปทางอื่น แทมินได้แต่หลับตาตั้งสติก่อนที่จะหยิบไม้กลองออกมาสักคู่แล้วคิดว่าไม่ควรอยู่นิ่งเป็นเวลานาน
“อ๊ะ...”เสียงเล็กเอ่ยร้องเสียงดังหลังจากจังหวะที่แทมินรีบหันตัวเพื่อนำไม้กลองไปชำระราคาสินค้าที่เคาท์เตอร์ แทมินคงไม่อยากสนใจถ้าไม่ติดว่าเสียงร้องที่เกิดขึ้นมันมาจากการกระทำของเขาเอง
ตาคมเสหันไปมองผู้ชายที่เป็นเจ้าของเสียงกำลังกุมหัวไหล่ตัวเองไว้ พร้อมกับส่งสายตาคาโทษมาทางเขา แต่เพียงวูบเดียวเจ้าตัวก็ก้มหน้าก้มตาหลบหน้าไม่ยอมมาที่เขาอีกเลย จนเขเองต้องเดินเข้าไปถามอาการ
“เป็นอะไร...มั้ย?”แทมินเอ่ยถามอีกฝ่ายที่ส่ายหน้าให้เขา เจ้าตัวทำท่าว่าเดินหนีไปเสียดื้อๆ จนเขาต้องเข้าไปรั้งไว้เพื่อถามให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ
อย่างน้อยการไม่ก่อเรื่อง ในขณะนี้เป็นสิ่งที่เขาควรทำที่สุด
“เฮ้...โอเคมั้ยเนี่ย”แทมินพยายามก้มหน้ามองฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นผลทำให้เจ้าตัวก้มหน้ายิ่งไปกว่าเก่าคล้ายกับว่าไม่อยากให้เขาเห็นหน้าเจ้าตัวไปมากกว่านี้
โอเค...เขายอมแพ้
อย่างน้อยเขาก็พยายามจะรับผิดชอบอย่างถึงที่สุดแล้วนี่นะ อย่ามากล่าวหาเขาทีหลังก็แล้วกัน
“ถ้านายไม่ตอบ... ฉันถือว่านายโอเคนะ” แทมินเอ่ยถามอีกรอบซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้าเชิงรับรู้ เขามองร่างเล็กตรงหน้าที่ยังก้มหน้าก้มตาใส่เขาอย่างเดิม จนต้องถอนหายใจกับพฤติกรรมแปลกประหลาดแบบนั้น
“เอ่อ...” เสียงเล็กเอ่ยเรียกขณะที่เขากำลังจะเดินไปที่เคาน์เตอร์ จนต้องกลับไปสนใจอีกฝ่ายที่ยังก้มหน้าก้มตาไม่เปลี่ยน
“ว่าไง?”
“ถะ....ถ้าหาก..คราวหน้า”
“หืม...”
“ถ้าคราวหน้า...ผม..ผะ...ผมได้เจอคุณ...อีก”เสียงเล็กเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกักจนเขาเองนึกรำคาญนิดๆ แต่ก็ได้แต่ยืนอยู่อย่างนั้นเพื่อฟังให้จบประโยค
“ถ้าเจอกันอีก...เอ่อ...ผมขอ...เอ่อ...ไม้กลองในมือคุณได้มั้ยครับ”
“ห๊ะ..!!”ร่างสูงเลิกคิ้วสูงมองคนตรงหน้า นึกทึ่งกับสิ่งที่ได้ยินอยู่ไม่น้อย
ขอไม้กลอง???
คราวหน้า???
มันจะมีคราวหน้าอีกหรือไงห๊ะ???
“แล้วฉันจะไปเจอนายที่ไหนอีกคราวหน้า..หืม..ชื่อก็ไม่...ร.”
“อนยูฮะ ผมชื่ออนยู...ได้โปรดจำชื่อผมไว้ด้วยนะฮะ”
ไม่ทันที่แทมินจะเอ่ยออกมาหมดก็ถูกอีกฝ่ายตะโกนบอกชื่อแล้วเผ่นหนีออกไปจากร้านก่อนที่เขาจะได้เอ่ยถามอะไรอีกครั้ง
เสียงกระดิ่งยังดังกรุ๊งกริ๊งอยู่ได้สักพักพร้อมกับตาคมที่มองออกไปนอกร้านด้วยสายตางงงวยปนพิศวงอยู่ไม่น้อย
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเฮ้ย!!!
แทมินทิ้งความสงสัยกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปจ่ายค่าไม้กลองอย่างที่ตั้งใจไว้ในคราวแรก เขาเอ่ยบอกลาพี่คยูฮยอนก่อนจะเดินออกจากร้านเพื่อตรงไปที่ร้านกาแฟร้านโปรด
ร่างสูงเงยหน้ามองท้องฟ้าในยามเย็นของฤดูร้อนในวันนี้ แสงแดดอ่อนที่สาดลงมา พร้อมกับสายลมเอื่อยที่พัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้จากร้านขายดอกไม้ข้างๆร้านแจ๊สไลท์
อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดสินะ
ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะไปเดินชนใครก็ไม่รู้
หรือการที่ถูกอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตาใส่
หรือจะเป็นการถูกขอไม้กลองทั้งๆที่ไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อไหร่
ไหนจะโดนอีกฝ่ายตะโกนชื่อใส่หน้าแล้ววิ่งหนีหายไปแบบไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัว
มันทำให้เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้
ยิ้มที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นเสียงหัวเราะที่เขาคิดว่ามันดังที่สุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา
ตลกเป็นบ้า!!!
แทมินซุกมือทั้งสองข้างเข้ากับแจ็กเกตหนังด้านตัวโปรด ก่อนจะเดินไปตามทางเดินเดิมๆที่มีคนพลุกพล่าน
ถึงแม้วันนี้แม่จะไม่รับโทรศัพท์เขาอย่างเคย
หากยังมีเรื่องที่ทำให้เขายิ้มได้แบบนี้
มันก็พอประทังให้เขามีชีวิตต่อไปได้อีกหน่อยหละนะ...
“อนยู”เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อที่ถูกตะโกนใส่หน้าเมื่อครู่อย่างตกภวังค์ ในหัวเขาตอนนี้เฝ้าแต่นึกคิดว่าเจ้าตัวทำสีหน้าแบบไหนหรือคิดอะไรอยู่ที่ทำแบบนี้ออกมาใส่เขา
“ได้...ฉันจะจำชื่อนาย..จนกว่าเราจะพบกันอีกครั้ง”
“อนยู”
EYES ON ME .
ตอนนี้พวกคุณกำลังคัดเลือกชื่อของผมอยู่หรือเปล่านะ ..?
จินกิรู้ตัวดีว่ายิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน พอฟุ้งซ่านมากๆมันก็จะทำให้สุขภาพจิตไม่ดี แต่ให้ทำยังไงมันก็ไม่สามารถทำให้เขาหยุดคิดเรื่องเดิมๆเรื่องนั้นได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
ก็อดอายส์ ..
พอเรื่องราวในชีวิตของตัวเองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอาการเหม่อลอยจากการคิดไม่ตกว่ารายชื่อของตนเองที่ถูกบรรจงเขียนแล้วส่งไปเพื่อรับการคัดเลือกเข
้างานมีตติ้งกับวงก๊อดอายส์นั้นจะได้รับการคัดเลือกหรือเปล่า นั่นก็เลยเป็นสาเหตุที่แม่สั่งให้จินกิออกไปซื้อผักและเนื้อหมูที่ซุเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านเพื่อเป็นการช่วยสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่านมาหลายวัน ทั้งๆที่ปกติไม่เคยจะใช้เขาทำอะไรแบบนี้หรอก
แม่น่ะ..กลัวจินกิหลงทางจะตายไป ยิ่งเอ๋อๆอยู่ด้วย .
หลังจากถามเส้นทางจากม่มาคร่าวๆแล้ว ก็เลยออกมาจากบ้านอย่างไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ ยังคงคิดเรื่องก็อดอายส์สลับกับเส้นทางไปซูเปอร์มาร์เก็ตไปด้วยระหว่างทางที่เดินออกมา ในช่วงแรกๆก็ยังดีอยู่ เพราะเป็นซอยที่จินกิเองเคยผ่านอยู่บ่อยๆเพื่อไปปั่นจักรยานเล่นในสวนสาธารณะใกล้ๆบ้าน แต่ในวันนี้อากาศร้อนเป็นพิเศษโดยเฉพาะในตอนเที่ยงวันที่พระอาทิตย์ตรงหัวอย่างนี้ ถ้าแม่ไม่ใช้ให้ออกมาก็คงไม่มีทางออกมาเองอย่างแน่นอนละ
แต่พอเลี้ยวผ่านหัวมุมที่ตั้งของร้านขายรองเท้าแล้วมันก็เริ่มจะรู้สึกแปลกๆแล้วละสิ จินกิเริ่มไม่แน่ใจตงิดๆว่าเขาอาจเลี้ยวผิด หรือมีปัญหาอะไรสักอย่างกับเส้นทางหรือเปล่านะ?
“เอ๊ะ ..”
มือข้างขวาเกาหัว นิ้วชี้อีกข้างแตะที่ปากบาง ลำตัวเกร็งและสั่นเล็กๆ ..จินกิรู้สึกได้ชัดเจนแล้วว่าเส้นทางที่เขาเดินมามันแปลกขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มทำให้เขาไม่แน่ใจว่าเขาเดินเลยป้ายจอดรถแท็กซี่ไปหรือยัง หรือเมื่อไหร่จะถึงป้ายที่ว่านั่นก็ไม่รู้ เพราะหลังจากเดินมานานพอควรแล้ว มันก็ยังคงมีแต่ถนน ต้นไม้ แล้วก็บ้านคนทอดยาวไปจนสุดสาย
มันจะคิดเป็นอย่างอื่นได้ไหมนอกจากว่าเขาสับสนกับเส้นทางจนใกล้เคียงคำว่าหลงทางอย่างที่แม่กลัวเข้าไปทุกทีๆ ?
จนได้สิน่า!
หลงทางอีกจนได้สิ .
คิดแล้วก็ได้แต่โมโหตัวเอง แต่ก็ทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านั้น จึงตัดใจหยุดโมโหตัวเองอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วคิดหาทางแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่
ก็คงต้องถามทางคนแถวนี้แล้วละ ..
แต่หลังจากเดินยาวตามถนนมาเกือบห้านาทีแล้วไม่พบใครที่พอจะถามทางได้เลย ทั้งฟ้าก็เริ่มจะกลายเป็นสีแสดดูสบายตาแต่ไม่น่าสบายใจเอาเสียเลยเมื่อยังหลงทางอยู่อย่างนี้ แล้วจินกิก็เพิ่งจะได้ค้นพบสถานที่ๆไม่ใช่บ้านคน ..เป็นเหมือนร้านขายอุปกรณ์ดนตรีหรืออะไรสักอย่าง เขามองเห็นหน้าร้านไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ก็เล่นปลูกต้นไม้ดอกไม้อะไรเต็มหน้าร้านไปหมด เห็นได้แต่รั้วเตี้ยๆและกำแพงที่โผล่พ้นหมู่ดอกไม้นานาพรรณเหล่านั้นที่เป็นผนังสีขาวเรียบๆดูสบายตาดี และนอกจากนั้นก็เห็นแต่ป้ายชื่อหน้าตาอาร์ตๆ ที่อ่านไม่ค่อยจะออก แต่ก็พอรู้เพราะมีรูปตัวโน้ตแปะติดอยู่ด้วย
ขี้เกียจจะเดินต่อไปอย่างไร้จุดหมายอีกแล้ว ถ้าถามทางเขาคงจะดีกว่าแน่ละ ..
คิดแล้วจึงรีบผลักประตูเปิดเข้าไปภายในร้าน คิดว่าอย่างน้อยได้แอร์เย็นๆมาช่วยให้ชื่นใจหายเหนื่อยจากที่เดินมาตั้งนานก็ยังดีละนะ แล้วค่อยไปถามทางเอากับพี่เจ้าของร้านแล้วกัน ..แต่พอเอาเข้าจริงๆ พี่เจ้าของร้านหายไปไหนก็ไม่รู้แฮะ เดินหาอยู่สักพักก็ยังไม่เจอตัวแม้จะมองหาไปจนถึงหน้าเคาน์เตอร์แล้วก็ตาม จินกิจึงเปลี่ยนความคิดเป็นการไปถามเอากับคนอื่นๆภายในร้านแทน
“อ๊ะ...”
จินกิเอ่ยร้องเสียงดังด้วยความตกใจหลังจากเปิดประตูร้านเดินเข้ามาจนถึงตัวเคาท์เตอร์แล้วจู่ๆก็รู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างแรงจากคนอีกคนที่ขนาดตัวหนา
กว่า
เขาโดนชน ..
จินกิรีบกุมหัวไหล่ซึ่งเป็นบริเวณที่โดนชนเอาไว้ด้วยความตกใจระคนกับความเจ็บปวดจากแรงกระแทก ใจก็คิดอยากจะด่าทั้งไอ้คนที่ชนมาได้ไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วก็โชคชะตาที่จะมาเล่นตลกอะไรเอากับเขาวันนี้ ทั้งหลงทาง ทั้งโดนชนแรงขนาดนี้ ดวงตาเรียวตวัดมองคนตัวยักษ์คนนั้นด้วยสายตาแค้นเคือง
..แต่หลังจากที่ได้เห็นใบหน้าคมภายใต้หมวกแก๊ปนั้นชั่วเสี้ยววินาที จินกิก็ต้องเพ่งมองด้วยตาโตกว่าเดิมเป็นเท่าตัวแล้วจึงรีบก้มหน้าลงจนคางชิดคอด้วยสัญชาตญาณโดยไม่มีเวลาทันได้คิดอะไรต่อ และพยายามหันหน้าหนีคนๆนั้นแม้จะยังไม่แน่ใจว่าใช่คนที่คิดไว้หรือเปล่า
จะใช่อีแทมินแห่งก็อดอายส์หรือเปล่านะ ..?
“เป็นอะไร...มั้ย?”
จินกิรีบส่ายหน้าวืดทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น แล้วอารามตกใจก็พาให้เขาเดินเร็วๆหนีผู้ชายคนนั้นมา แต่ไม่วายก็ยังถูกรั้งให้ต้องหันไปประจันหน้ากันอย่างเดิมอีก
“เฮ้...โอเคมั้ยเนี่ย”
โอย ..
เสียง .. เสียงก็ใช่ หน้าก็เป๊ะ สูงโอเค หนาพอดี แทมินแน่ๆ! จินกิแน่ใจล้านเปอร์เซนต์แล้วว่าคนๆนี้คืออีแทมินแห่งวงก็อดอายส์ด้วยองค์ประกอบทุกอย่างที่เห็นด้วยสายตาในตอนนี้ และถ้าไม่ได้เข้าข้างตัวเองจนเกินไป จินกิคิดว่าคนๆนั้นกำลังก้มหน้าลงทำท่าเหมือนจะมองหน้าตัวเองให้ชัดขึ้น แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เขาก้มหน้าลงไปมากกว่าเดิมจนปวดคอ จินกิยังไม่พร้อมให้แทมินเห็นเขาตอนนี้ ตอนนี้มันกระทันหันเกินไป เขากำลังประหม่าและตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
จนสุดท้ายก็เหมือนว่าแทมินจะเลิกล้มความพยายามในการมองหน้าและสอบถามอาการของเขาไปแล้ว ..
“ถ้านายไม่ตอบ... ฉันถือว่านายโอเคนะ”
แทมินถอนหายใจใส่เขาพรืดหนึ่งหลังจากกล่าวประโยคนั้นออกมาแล้วจินกิยังคงพยักหน้าและก้มหน้างุดอยู่อย่างเดิม ในใจก็ได้แต่พร่ำขอโทษขอโพยที่อาจจะทำให้อารมณ์เสียเพราะไม่ยอมเงยหน้ามาคุยกันดีๆ
แต่ตอนนี้มันยังไม่พร้อมจริงๆนะ ..
เอ..?
แล้วถ้าไม่พร้อมตอนนี้จะพร้อมตอนไหนละ?
ตอนไหนละ?
ตอนไหนละ?
ตอนไหนละ?
ก็ตอนนี้เลยแล้วกัน T____________T
“เอ่อ...”
จินกิเอ่ยขึ้นเบาๆ ตอนแรกแทมินคงไม่ได้ยินด้วยซ้ำ จนเขาต้องเอ่ยซ้ำอีกรอบ และมันก็ยังผลให้คนๆนั้นหันกลับมาหาเขาได้
“ว่าไง?”
“ถะ....ถ้าหาก..คราวหน้า”
จินกิรู้ว่าเสียงตัวเองสั่นมาก ..
“หืม...”
“ถ้าคราวหน้า...ผม..ผะ...ผมได้เจอคุณ...อีก”
นอกจากเสียงสั่นแล้วยังพูดติดๆขัดๆไม่เป็นคำด้วย ..
“ถ้าเจอกันอีก...เอ่อ...ผมขอ...เอ่อ...ไม้กลองในมือคุณได้มั้ยครับ”
แล้วก็จ้องแต่ไม้กลอง พยายามจะพูดให้จบประโยคที่คิดเตรียมไว้อย่างยากลำบากจนน่ารำคาญ ..
“ห๊ะ..!!”
คือก็รู้ไง ..ก็รู้ว่ามันอาจจะฟังดูแปลก
แต่อยากได้มากไง ..พูดไปแล้วก็อยากจะตบปากตัวเอง แต่อีกใจก็ดีใจมากๆที่พูดมันออกไปได้สำเร็จ และได้แต่หวังว่าแทมินจะยอมเป็นพระเจ้าที่ทำตามคำขอของคนธรรมดาอย่างเขาสักครั้ง ..
“แล้วฉันจะไปเจอนายที่ไหนอีกคราวหน้า..หืม..ชื่อก็ไม่...ร.”
“อนยูฮะ ผมชื่ออนยู...ได้โปรดจำชื่อผมไว้ด้วยนะฮะ”
รีบแหกปากบอกไปก่อนที่เขาจะทันพูดได้จบประโยคเสียอีก แล้วก็วิ่งแจ้นออกมาจากร้านนั้นโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ทั้งอายและอายมากแล้วก็อายที่สุดเลยด้วย
เกิดมาอีจินกิไม่เคยกล้าทำอะไรแปลกๆขนาดนี้มาก่อน
โอย ..จะเป็นลม
เอ๊ะ ..ว่าแต่ยังไม่ได้ถามทางไปขึ้นแท็กซี่เลยนี่นา ?
EYES ON ME .
ติ๊ดตี่ดีดิ๊ตี่ ตีดี๊ดดดด ~
เปลือกตาถูกบังคับให้เปิดขึ้นได้ในที่สุด หลังจากพยายามต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกที่ดึงหนังตาให้ปิดกลับลงมาอยู่นาน แต่ในที่สุดก็ทนไม่ได้ด้วยเสียงนาฬิกาปลุกแปลกๆนั่น
เคยคิดจะเปลี่ยนเสียงใหม่เมือนกัน
แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะเปลี่ยนมัน ..
หลังจากกินขนมปังหนึ่งแผ่นก่อนออกมาจากบ้านแล้ว จินกิก็ไม่อยากกินอะไรอีก ในเวลาสายๆแบบนี้ไม่มีใครเขามีอารมณ์จะมากินอะไรกันหรอก และอีกอย่างหนึ่ง.. วันนี้เป็นวันสำคัญ มีตารางอัดแน่นทั้งวันเลยด้วย ดังนั้นจินกิจึงรีบบอกลาแม่แล้วสะพายเป้สีเขียวใบโปรดออกมายังห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน
คิวแรกของวัน ..
.
.
.
“ของคุณชเว ..”
เสียงใสเอ่ยไปพลางหยิบจับสิ่งของนู่นนี่นั่นไปพลางตามความตั้งใจตั้งแต่เช้า และอันที่จริงคือตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ที่แล้วที่ได้ยินชื่อตัวเองประกาศในรายการทีวี ..รายการเพลงชื่อดังรายการนั้นที่ประกาศว่าเขาได้รับสิทธิ์ไปมีทติ้งกับก็อดอายส์ หลังจากกรีดร้องในใจ(และไปร้องโวยวายเสียงดังลั่นบ้านกับแม่)ก็เลยคิดเอาไว้ว่าจะมาซื้อของให้กับสมาชิกก็อดอายส์คนละชิ้น อย่างน้อยก็เป็นของแทนใจที่เขาเองตั้งใจเลือกให้แต่ละคนอย่างเต็มที่ในฐานะของแฟนคลับคนหนึ่งที่จะสามารถทำได้ ..
และในที่สุดก็ได้เลือกตุ๊กตาพลาสติกรูปยีราฟ มีแม่เหล็กตรงกลางเพื่อเสียบรูป หรือแยกชิ้นเป็นแม็กเน็ตติดตู้เย็น ..ชิ้นนี้เอาไว้ให้คุณชเว มินโฮ
“ต่อไป ..คุณเพื่อนซี้ คิมคีบอม ^^”
พูดไปก็ยิ้มไป คีย์เป็นสมาชิกที่มีสเน่ห์มากคนหนึ่ง มีแฟนคลับเป็นจำนวนมาก..จินกิก็ชอบคีย์มากเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องตั้งใจเลือกของขวัญชิ้นนี้เป็นพิเศษ
แม้จะไม่ปฏิเสธว่าถ้าเป็นก็อดอายส์ก็ตั้งใจเลือกเป็นพิเศษทุกชิ้นนั้นแหละ ..
และหลังจากเดินวนไปเวียนมาอยู่เป็นนานสองนาน ก็เลยเลือกสร้อยคอที่ห้อยจี้รูปกุญแจดอกเล็กๆอยู่ตรงกลาง ดูน่ารักและมีพลังดึงดูดในขณะเดียวกัน ..
เหมือนคีย์ ..
“คิมจงฮยอน ..เอาอะไรดีละ?”
คิดไม่ตกเกี่ยวกับคนๆนี้ ดูเป็นคนที่มีบุคลิกสองขั้ว บางทีก็ดูเหมือนน่าคบหา ยิ้มแย้มแจ่มใส กวนๆ ตลกๆ แต่บางทีก็เหวี่ยงซะจนไม่น่าเข้าใกล้เลย ดูน่ากลัวชะมัดในอารมณ์แบบนั้น
แล้วจะเอาอะไรดีละ?
ซีดีเพลงร็อคดีไหม .?
เขาจะมีอยู่แล้วหรือเปล่าละเนี่ย ..
พวงกุญแจ .?
เขาจะหาว่าเราปัญญาอ่อนไหมละ ..
ปิ๊กกีต้าร์ .?
ก็จะดูธรรมดาไปสำหรับคนแบบเขา ..
แล้วอะไรละที่มันดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาน่ะ ..?
ในที่สุดอีจินกิจึงหยิบหนังสือขนาดพ็อคเก็ตบุ้คเล่มบางๆเล่มหนึ่งจากชั้นวางในมุมหนังสือของร้านมาอย่างภาคภูมิใจ ..สิ่งนี้แหละที่คู่ควรกับคิมจงฮยอน
หนังสือสวดมนต์ไงละ!
ใครๆเห็นอาจจะหัวเราะ หรือคิมจงฮยอนคนนั้นอาจจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปเลยก็เป็นได้ แต่เขาก็ยังอยากมอบมันให้กับคุณจงฮยอนอยู่ดี ..ก็จริงอยู่ว่ามันไม่ค่อยจะมีใครเขาให้กันหรอก แต่ว่าจินกิคิดว่ามันเหมาะกับคุณนักร้องนำคนนั้นเหลือเกินนี่
การเป็นลีดเดอร์ของวงร็อคอย่างนี้ไม่ง่ายเลย นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของอารมณ์ที่แปรปรวนของเขาก็ได้ ดังนั้นจึงน่าจะเหมาะสมกันดีกับหนังสือสวดมนต์ที่จะมอบให้คุณนะ
คิมจงฮยอน!
ส่วนอีแทมิน ..
คนหน้าตาดีนิสัยประเสริฐคนนั้นทำคะแนนในใจจินกิไปโขอยู่ หลังจากที่เขาพยายามจะรับผิดชอบร่างกายที่บาดเจ็บของจินกิจากการปะทะในวันนั้น
แม้ว่าจะไม่รู้ว่าบ่ายวันนี้จะได้รับไม้กลองคู่นั้นของแทมินคนนั้นหรือเปล่า ..แต่ว่าก็อยากได้เหลือเกิน และก็อยากมอบสิ่งของที่ควรค่าแก่ไม้กลองของเขากลับคืนไปด้วย
11.49
นี่มันใกล้จะหมดเวลาเต็มทีแล้ว จินกิควรจะเลือกของแล้วเดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์อย่างด่วน เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะไปงานมีทติ้งช้ากว่าเวลาที่คาดการณ์ไว้ และอาจพลาดอะไรดีๆไปหลายอย่าง เพราะก็อดอายส์อาจมีเซอร์ไพรส์อะไรอีก หรือบริษัทต้นสังกัดอาจมีอะไรดีๆ น่าสนใจมาหลอกขายแฟนคลับอย่างเขาอีกก็เป็นได้
จินกิเลือกซื้อกระเป๋าสะพาย DOMO ขนาดกลาง พอที่จะใส่สิ่งของติดตัวบางอย่างได้ เขาเลือกของชิ้นนี้ให้แทมินเพราะมักจะเห็นมือกลองคนเก่งถือไอพอด โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ไปไหนต่ไหนอยู่เสมอโดยไม่ยอมพกกระเป๋าใส่ของเลย มันทำให้เขากังวลแทนจริงๆว่าสักวันอาจจะลืมของบางชิ้นไว้ที่ไหนสักแห่ง
หวังว่าถ้าขอร้องให้แทมินใช้
เขาคงไม่ใจร้ายเกินไปหรอกมั้ง ..
TBC